ธุรกิจที่ลงทุนพัฒนาแอปมักเจอปัญหาเดียวกันหลังเปิดตัว คือแอปดี ใช้งานได้ดี แต่ไม่มีใครหาเจอ
สาเหตุคือสโตร์ทำงานเหมือนเครื่องมือค้นหา และงานที่ทำให้ถูกค้นเจอในนั้นเรียกว่า ASO
ASO คืออะไร
ASO ย่อจาก App Store Optimization คือการปรับแต่งหน้ารายละเอียดแอปและปัจจัยอื่น เพื่อให้แอปติดอันดับสูงขึ้นเมื่อมีคนค้นหาในสโตร์ และเพื่อให้คนที่เห็นแล้วกดติดตั้งมากขึ้น
เทียบกับ SEO ได้ตรง ๆ ต่างกันที่พื้นที่ทำงานเป็นสโตร์แทนที่จะเป็นเว็บ และมีปัจจัยเพิ่มเข้ามาคืออัตราการติดตั้งและการใช้งานต่อเนื่อง
ทำไมยังสำคัญ
สัดส่วนคนที่ค้นพบแอปใหม่ผ่านการค้นหาในสโตร์ ยังเป็นช่องทางหลักเหนือกว่าโฆษณาและการบอกต่อ
สำหรับธุรกิจขนาดกลางที่ไม่มีงบโฆษณาแอปหลักล้าน ASO เป็นช่องทางเดียวที่ทำให้แอปถูกพบโดยไม่ต้องจ่ายต่อการติดตั้ง
ปัจจัยที่มีผลจริง
ชื่อแอป
เป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุดในทั้งสองสโตร์ คำที่อยู่ในชื่อมีผลต่ออันดับสูงกว่าคำที่อยู่ในคำอธิบาย
หลักที่ใช้ได้คือ ชื่อแบรนด์ ตามด้วยคำที่บอกว่าแอปทำอะไร เช่น “ชื่อร้าน — สั่งอาหารและจองโต๊ะ” ดีกว่าใส่แต่ชื่อแบรนด์เฉย ๆ
คำบรรยายสั้น
ข้อความที่เห็นก่อนกดดูรายละเอียด มีผลทั้งต่ออันดับและต่อการตัดสินใจ ควรบอกประโยชน์หลักให้จบในบรรทัดเดียว
ฟิลด์คำสำคัญ
App Store มีช่องใส่คำสำคัญแยกต่างหากที่ผู้ใช้มองไม่เห็น ส่วน Play Store ไม่มีช่องนี้ แต่ดึงคำจากคำบรรยายแบบเต็มแทน
ความต่างนี้แปลว่าต้องเขียนคนละแบบ สำหรับ Play Store คำสำคัญต้องอยู่ในคำบรรยายอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับ App Store คำบรรยายเขียนเพื่อคนอ่านได้เต็มที่ แล้วใส่คำสำคัญในช่องที่กำหนด
ภาพหน้าจอและวิดีโอตัวอย่าง
ไม่มีผลต่ออันดับโดยตรง แต่มีผลต่ออัตราการติดตั้งอย่างมาก ซึ่งอัตราการติดตั้งเป็นปัจจัยจัดอันดับ ผลจึงย้อนกลับมาที่อันดับอยู่ดี
สิ่งที่ควรทำคือให้ภาพแรกสื่อประโยชน์หลักทันที และใส่ข้อความบนภาพ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่อ่านคำบรรยาย
คะแนนและรีวิว
มีผลทั้งต่ออันดับและต่อการตัดสินใจ แอปที่ได้ต่ำกว่า 4.0 เสียเปรียบชัดเจน
วิธีที่ได้ผลคือขอรีวิวในจังหวะที่ผู้ใช้เพิ่งได้ประโยชน์จากแอป ไม่ใช่ขอทันทีที่เปิดแอปครั้งแรก
อัตราการติดตั้งและการใช้ต่อเนื่อง
สโตร์ให้น้ำหนักกับแอปที่คนติดตั้งแล้วยังใช้อยู่ ไม่ใช่แอปที่ยอดติดตั้งสูงแต่ถูกลบภายในสัปดาห์แรก
นี่คือเหตุผลที่การซื้อยอดติดตั้งราคาถูกไม่ได้ผลระยะยาว และมักทำให้อันดับแย่ลงหลังจากนั้น
ความต่างระหว่างสองสโตร์
| ประเด็น | App Store | Play Store |
|---|---|---|
| ช่องคำสำคัญแยก | มี | ไม่มี ดึงจากคำบรรยาย |
| ความยาวชื่อ | สั้นกว่า | ยาวกว่า |
| เวลาที่ใช้อนุมัติการแก้ไข | นานกว่า | เร็วกว่า |
| การทดสอบแบบ A/B | จำกัดกว่า | ทำได้ในเครื่องมือของสโตร์ |
ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคือ Play Store ทดลองได้เร็วกว่ามาก ควรเริ่มทดสอบสมมติฐานที่นั่นก่อนแล้วค่อยนำสิ่งที่ได้ผลไปใช้กับอีกสโตร์
ธุรกิจไทยควรทำ ASO ตอนไหน
ควรทำถ้า แอปเป็นช่องทางหลักในการให้บริการ เช่น แอปสั่งอาหารของร้านตัวเอง แอปจองห้องพัก หรือแอปสมาชิกที่ลูกค้าใช้ซ้ำ
ยังไม่ควรลงแรงมากถ้า แอปเป็นเพียงส่วนเสริมของเว็บไซต์ และลูกค้าส่วนใหญ่ยังเข้าผ่านเว็บ ในกรณีนี้เงินและเวลาไปลงที่เว็บให้ผลมากกว่า
ควรทบทวนก่อนสร้างแอปเลย สำหรับธุรกิจขนาดกลางจำนวนมาก เว็บที่ทำงานได้ดีบนมือถือให้ผลใกล้เคียงกับแอปโดยมีต้นทุนต่ำกว่ามาก และไม่ต้องแบกภาระการชวนให้คนติดตั้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด
เชื่อม ASO กับ SEO ได้อย่างไร
ทำหน้าเว็บสำหรับแอปโดยเฉพาะ หน้าที่อธิบายว่าแอปทำอะไรพร้อมลิงก์ไปทั้งสองสโตร์ หน้านี้ติดอันดับใน Google ได้ และเป็นปลายทางของโฆษณาได้ด้วย
ใช้ App Indexing เพื่อให้เนื้อหาในแอปปรากฏในผลค้นหา สำหรับแอปที่มีเนื้อหาจำนวนมาก
ตั้งชื่อและคำบรรยายให้สอดคล้องกับคำที่คนค้นบนเว็บ เพราะพฤติกรรมการพิมพ์ค้นหาไม่ต่างกันมากระหว่างสองที่
วัดผลอย่างไร
อัตราการติดตั้งต่อการเห็นหน้าแอป ตัวนี้บอกว่าภาพและคำบรรยายทำงานหรือไม่
อันดับของคำสำคัญเป้าหมาย ติดตามคำที่เลือกไว้ 10-20 คำ
สัดส่วนผู้ใช้ที่ยังเปิดแอปหลัง 7 วันและ 30 วัน ตัวนี้บอกคุณภาพจริงและมีผลย้อนกลับไปที่อันดับ
ที่มาของการติดตั้ง แยกระหว่างการค้นหาในสโตร์ การเข้าจากลิงก์ภายนอก และการเข้าจากโฆษณา
สรุป
ASO คืองาน SEO ที่ย้ายพื้นที่ไปอยู่ในสโตร์ หลักการเหมือนกันคือทำให้ระบบเข้าใจว่าแอปนี้ทำอะไร และทำให้คนที่เห็นแล้วอยากลอง
แต่คำถามที่ควรถามก่อนคือ ธุรกิจของคุณจำเป็นต้องมีแอปจริงหรือไม่ เพราะสำหรับธุรกิจจำนวนมาก คำตอบคือยังไม่จำเป็น
อ่านบทความอื่นในหมวดนี้ได้ที่ คู่มือ Digital Marketing
