เว็บที่ “มีตะกร้า” กับเว็บที่ “ขายได้” ต่างกันตรงไหน
ร้านออนไลน์ส่วนใหญ่ที่ขายไม่ออกไม่ได้ขาดตะกร้าสินค้า ทุกแพลตฟอร์มมีตะกร้าให้ตั้งแต่วันแรก สิ่งที่ขาดคือช่วงระหว่างคนเห็นสินค้ากับคนจ่ายเงิน
- หาไม่เจอ — หน้าสินค้าไม่มีโครงสร้างที่ Google อ่านออก ลูกค้าค้นชื่อสินค้าแล้วเจอร้านอื่น
- ไม่เชื่อ — ไม่มีรีวิว ไม่มีข้อมูลการส่ง ไม่รู้ว่าจ่ายแล้วของจะมาจริงไหม
- จ่ายยาก — ต้องโอนเงินแล้วส่งสลิปทาง LINE ลูกค้าครึ่งหนึ่งเลิกกลางทาง
- ช้า — หน้าสินค้าโหลดนานบนมือถือ ลูกค้ากดออกก่อนเห็นราคา
เราจึงไม่เริ่มงานจากการเลือกธีม แต่เริ่มจากการไล่ดูว่าลูกค้าของคุณหลุดตรงไหน แล้วค่อยวางระบบให้อุดจุดนั้น
เราทำร้านออนไลน์บนแพลตฟอร์มไหน
เราไม่ได้ผูกกับแพลตฟอร์มเดียว เลือกตามขนาดร้านและสิ่งที่คุณต้องควบคุมเอง
WooCommerce — ตัวเลือกหลักสำหรับร้านที่อยากเป็นเจ้าของระบบเอง ไม่มีค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ ปรับแต่งได้ไม่จำกัด ต่อระบบชำระเงินไทยได้ครบ และทำ SEO ได้ละเอียดกว่า เหมาะกับร้านที่มีสินค้าหลักสิบถึงหลักพันรายการ
Shopify — เหมาะกับร้านที่อยากเปิดเร็วและไม่อยากดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง แลกกับค่าบริการรายเดือนและค่าธรรมเนียมที่เพิ่มตามยอดขาย
ระบบเขียนเอง (Custom) — สำหรับร้านที่มีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ขายส่งหลายราคาตามระดับลูกค้า รวมผู้ขายหลายรายในเว็บเดียว หรือต้องเชื่อมกับระบบหลังบ้านที่มีอยู่แล้ว
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าร้านคุณเหมาะกับแบบไหน อ่านเกณฑ์เทียบแบบละเอียดได้ใน คู่มือเลือกแพลตฟอร์ม E-commerce หรือทักมาคุยก่อนก็ได้
สิ่งที่ร้านออนไลน์ในไทยต้องมีตั้งแต่วันแรก
รับชำระเงินแบบที่คนไทยใช้จริง — PromptPay QR ที่ตัดยอดอัตโนมัติ บัตรเครดิต และโมบายแบงก์กิ้ง ผ่านผู้ให้บริการชำระเงินที่ได้รับอนุญาต ลูกค้าไม่ต้องส่งสลิป คุณไม่ต้องนั่งเช็กยอด ดูรายละเอียดผู้ให้บริการแต่ละเจ้าได้ใน คู่มือ Payment Gateway ไทย
ค่าส่งที่คำนวณถูก — ตั้งค่าส่งตามน้ำหนัก ตามพื้นที่ หรือส่งฟรีเมื่อซื้อครบยอด และเชื่อมกับขนส่งที่คุณใช้อยู่
เอกสารที่ถูกกฎหมาย — ออกใบเสร็จและใบกำกับภาษีจากระบบ และแนะนำขั้นตอน จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ร้านมีเครื่องหมาย DBD ที่ช่วยเรื่องความน่าเชื่อถือ
ช่องทางที่ลูกค้าใช้ถาม — ปุ่มทัก LINE จากหน้าสินค้า เพราะลูกค้าไทยจำนวนมากยังอยากถามก่อนจ่าย
โครงสร้าง SEO ระดับสินค้า
ร้านที่มีสินค้าหลายร้อยรายการจะได้ลูกค้าจาก Google ก็ต่อเมื่อแต่ละหน้าสินค้าถูกสร้างให้ค้นเจอได้ ไม่ใช่แค่หน้าแรก
- URL ของสินค้าและหมวดหมู่อ่านรู้เรื่อง ไม่เป็นตัวเลขสุ่ม
- ข้อมูลโครงสร้าง (Product schema) ที่ทำให้ราคา สถานะสต็อก และรีวิวขึ้นบนผลการค้นหา
- หน้าหมวดหมู่ที่มีเนื้อหาจริง ไม่ใช่แค่ตารางรูปสินค้า
- กันปัญหาหน้าซ้ำจากตัวกรองสี ขนาด และการเรียงลำดับ ซึ่งเป็นจุดที่ร้านออนไลน์เสียอันดับบ่อยที่สุด
- ความเร็วบนมือถือ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อจากโทรศัพท์
ย้ายร้านจากเว็บเก่าหรือจาก Marketplace โดยไม่เสียอันดับ
ร้านจำนวนมากมาหาเราเพราะอยากย้ายออกจากระบบเดิม — ย้ายจากเว็บสำเร็จรูป ย้ายจาก Shopify มา WooCommerce หรือเริ่มมีเว็บของตัวเองหลังขายบน Shopee และ Lazada มานาน
การย้ายร้านที่ทำผิดคือจุดที่อันดับบน Google หายในชั่วข้ามคืน เราจึงทำตามลำดับนี้ทุกครั้ง
- เก็บรายการ URL เดิมทั้งหมด ทั้งหน้าสินค้า หมวดหมู่ และหน้าที่มีคนเข้าจาก Google
- จับคู่ URL เก่ากับหน้าใหม่ทีละหน้า แล้วตั้ง 301 Redirect ไม่ส่งทุกอย่างไปหน้าแรก
- ย้ายข้อมูลสินค้า ลูกค้า และประวัติออเดอร์ แล้วตรวจความครบถ้วนก่อนเปิดจริง
- เปิดระบบใหม่ช่วงที่ยอดขายต่ำ และเฝ้าดู Search Console ต่อหลังย้าย เพื่อจับหน้าที่หลุดได้เร็ว
ถ้าคุณขายบน Marketplace อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเลิก เว็บของตัวเองทำงานคู่กันได้ ดูว่าควรแบ่งบทบาทอย่างไรใน ขายบน Marketplace หรือทำเว็บเอง
ถ้าร้านของคุณมีสินค้าหลักพัน SKU ขึ้นไป หรือย้ายออกจากระบบสำเร็จรูปที่ส่งออกข้อมูลเองไม่ได้ ดูขอบเขตงานแบบเต็มที่ ย้ายเว็บ Catalog สินค้า + Technical SEO Migration ซึ่งรวมการทำ URL mapping ทุกเส้น 301 redirect รายรายการ การตั้ง canonical กับหน้าตัวกรอง และการเฝ้าดู Search Console ต่อหลังเปิดเว็บ
ขั้นตอนการทำงาน
- คุยเรื่องร้านก่อนเรื่องเว็บ — สินค้า ลูกค้า ช่องทางที่ขายอยู่ และจุดที่ลูกค้าหลุด
- เลือกแพลตฟอร์มและวางโครงสร้าง — หมวดหมู่ URL และหน้าที่ต้องมี
- ออกแบบและพัฒนา — เริ่มจากมือถือ ทดสอบการสั่งซื้อจริงทุกช่องทางชำระเงิน
- ย้ายข้อมูลและตั้ง Redirect — ในกรณีที่มีร้านเดิม
- เปิดร้านและวัดผล — ติดตั้งการวัดยอดขายและต้นทางลูกค้า
- ดูแลต่อ — อัปเดตระบบ ปลั๊กอิน และความปลอดภัย เพื่อไม่ให้ร้านล่มในวันที่ขายดีที่สุด
ร้านแบบไหนที่เราอาจไม่แนะนำให้ทำเว็บตอนนี้
- เพิ่งเริ่มและยังไม่รู้ว่าสินค้าไหนขายได้ — ลองขายบน Marketplace ก่อนเพื่อพิสูจน์ตลาด ค่อยทำเว็บเมื่อรู้แล้วว่าอะไรขายดี
- มีสินค้าแค่ไม่กี่ชิ้นและขายผ่านแชตเป็นหลัก — LINE MyShop อาจพอและถูกกว่า
- คาดหวังยอดขายทันทีโดยไม่มีแผนดึงคนเข้าเว็บ — เว็บที่ไม่มีใครเห็นก็ไม่มีใครซื้อ ต้องคิดเรื่อง SEO หรือโฆษณาไปพร้อมกัน
เราจะบอกตรง ๆ ตั้งแต่คุยครั้งแรกว่าร้านคุณควรเริ่มแบบไหน
ตัวอย่างร้านออนไลน์ที่เราทำ
- E-commerce ส่งออกผ้าบาติก จังหวัดนราธิวาส
- E-commerce อาหารฮาลาลแปรรูป จังหวัดปัตตานี
- Marketplace หลายผู้ขายของสหกรณ์ OTOP จังหวัดพัทลุง
- OTOP Halal E-commerce จังหวัดสตูล
คำถามที่พบบ่อย
ทำเว็บขายของใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นกับจำนวนสินค้าและระบบที่ต้องเชื่อม ร้านที่มีสินค้าไม่มากและใช้ WooCommerce ตามมาตรฐานใช้เวลาน้อยกว่าร้านที่ต้องย้ายข้อมูลจากระบบเดิมหรือเขียนระบบเฉพาะ เราจะประเมินให้หลังคุยรายละเอียด
ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ไหม ถ้าใช้ WooCommerce เว็บไม่หักค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ มีเพียงค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการรับชำระเงินตามอัตราของแต่ละเจ้า ต่างจากการขายบน Marketplace ที่หักตามยอดขาย
อัปเดตสินค้าเองได้ไหม ได้ เราส่งมอบระบบหลังบ้านที่คุณเพิ่มสินค้า แก้ราคา และดูออเดอร์เองได้ พร้อมสอนการใช้งาน
มีเว็บอยู่แล้วแต่ขายไม่ได้ ต้องทำใหม่ทั้งหมดไหม ไม่เสมอไป หลายร้านแก้แค่ความเร็ว การชำระเงิน และโครงสร้างหน้าสินค้าก็เห็นผล เราจะตรวจให้ก่อนว่าควรปรับหรือควรทำใหม่ เริ่มจาก ขอตรวจเว็บฟรี ได้
