Skip to main content

กำลังโหลด...

Southern Whale
รับ SEO Audit ฟรี

ขายบน Shopee Lazada หรือทำเว็บเอง 2026: เทียบค่าคอมสะสมต่อปี ข้อมูลลูกค้า และจุดคุ้มทุนที่ตัวเลขบอก

E-commerce
17 นาทีอ่าน

เทียบตรง ๆ ระหว่างขายบน Shopee Lazada TikTok Shop กับทำเว็บร้านของตัวเอง ทั้งค่าคอมสะสมต่อปี ความเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า ต้นทุนดึงลูกค้ากลับ SEO และจุดคุ้มทุนจริง

เจ้าของร้านออนไลน์ไทยเปรียบเทียบยอดขายบนมาร์เก็ตเพลสกับเว็บไซต์ของตัวเองบนหน้าจอ

เจ้าของโรงงานอาหารทะเลแปรรูปเล็ก ๆ ที่สุราษฎร์ธานีคนหนึ่งเคยถามผมด้วยประโยคที่ตรงมาก ว่า “ปีที่แล้วผมจ่ายค่าคอมให้แพลตฟอร์มไปเกือบสี่แสน ถ้าเอาเงินก้อนนั้นมาทำเว็บเองตั้งแต่แรก ผมจะได้อะไรกลับมาบ้าง”

คำถามนี้ดีกว่าคำถามที่คนส่วนใหญ่ถาม ซึ่งมักเป็น “ควรออกจาก Shopee ไหม” เพราะมันไม่ได้ถามว่าจะเลือกข้างไหน แต่ถามว่า เงินที่จ่ายไปทุกเดือนซื้ออะไรกลับมา และมีทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าหรือเปล่า

บทความนี้จะเทียบสองทางเลือกนี้แบบหมัดต่อหมัด ทั้งค่าธรรมเนียมที่สะสมจริงในหนึ่งปี ความเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า ต้นทุนในการดึงลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ และเรื่อง SEO ที่กติกาต่างกันคนละโลก ก่อนจะจบด้วยคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุด — คือ ทำทั้งคู่ แต่ให้แต่ละช่องทางทำคนละหน้าที่ พร้อมเกณฑ์ตัวเลขว่ายอดขายเท่าไหร่ถึงเรียกได้ว่าคุ้มที่จะลงทุนทำเว็บของตัวเอง

คำตอบสั้น ๆ ก่อน: สองช่องทางนี้ไม่ได้ทำงานเดียวกัน

ถ้าคุณอ่านได้แค่ย่อหน้าเดียว ให้จำอันนี้

  • มาร์เก็ตเพลสคือ “แผงในตลาดนัดที่คนเดินเยอะที่สุดในเมือง” หน้าที่ของมันคือ หาลูกค้าใหม่ ให้เจอคุณโดยที่คุณไม่ต้องสร้างทราฟฟิกเอง คุณจ่ายค่าเช่าแผงเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุกออเดอร์
  • เว็บของตัวเองคือ “ร้านที่คุณเป็นเจ้าของตึก” หน้าที่ของมันคือ เก็บลูกค้า ที่รู้จักคุณอยู่แล้วให้กลับมาซื้อซ้ำในต้นทุนที่ต่ำที่สุด และสะสมสินทรัพย์ระยะยาว (ทราฟฟิกอินทรีย์ ฐานลูกค้า แบรนด์)

ปัญหาของร้านไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่ “เลือกผิดช่องทาง” แต่คือ ใช้ช่องทางเดียวทำสองหน้าที่ — คือหาลูกค้าใหม่ในมาร์เก็ตเพลส แล้วก็ปล่อยให้ลูกค้าคนเดิมกลับมาซื้อซ้ำในมาร์เก็ตเพลสอีก ทั้งที่ออเดอร์ซื้อซ้ำนั้นคุณไม่ได้ใช้บริการหาลูกค้าของแพลตฟอร์มเลย แต่ยังจ่ายค่าคอมเต็มอัตราอยู่ดี

นั่นคือจุดรั่วที่แพงที่สุดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทย และมันจะแพงขึ้นทุกปีตามที่ยอดขายโต

ค่าคอมมิชชั่นสะสมต่อปี: ตัวเลขที่ไม่ค่อยมีใครกางให้ดู

ทุกคนรู้ว่าค่าคอมมิชชั่นมีอยู่ แต่คนส่วนใหญ่มองมันเป็น “ต้นทุนต่อออเดอร์” ซึ่งดูน้อยมากเวลามองทีละชิ้น พอเป็น 5% ของ 350 บาท ก็แค่ 17.5 บาท ใครจะไปรู้สึกอะไร

ลองมองใหม่เป็นก้อนต่อปีดู

อัตราค่าธรรมเนียมรวมที่พบจริงในบัญชีร้านค้าไทย (รวมค่าคอมมิชชั่น ค่าธุรกรรม ค่าเข้าโปรแกรมส่งฟรี ค่าคูปองที่ร้านออกเอง และค่าโฆษณาในแพลตฟอร์ม) มักอยู่ที่ราว ~12–25% ของยอดขาย ขึ้นกับหมวดสินค้าและว่าเข้าโปรแกรมอะไรบ้าง ตัวเลขนี้เรียกกันว่า effective take rate และมันคือตัวเลขเดียวที่คุณควรใช้ตัดสินใจ ไม่ใช่อัตราค่าคอมที่แพลตฟอร์มประกาศไว้

ยอดขายต่อเดือน ยอดขายต่อปี ค่าธรรมเนียมรวม 15% ที่ 20% ที่ 25%
50,000 บาท 600,000 บาท ~90,000 บาท ~120,000 บาท ~150,000 บาท
100,000 บาท 1,200,000 บาท ~180,000 บาท ~240,000 บาท ~300,000 บาท
200,000 บาท 2,400,000 บาท ~360,000 บาท ~480,000 บาท ~600,000 บาท
500,000 บาท 6,000,000 บาท ~900,000 บาท ~1,200,000 บาท ~1,500,000 บาท
1,000,000 บาท 12,000,000 บาท ~1,800,000 บาท ~2,400,000 บาท ~3,000,000 บาท

สองประเด็นที่ต้องเห็นจากตารางนี้

หนึ่ง — ค่าธรรมเนียมคิดจากยอดขาย ไม่ใช่จากกำไร ถ้ามาร์จิ้นขั้นต้นของคุณอยู่ที่ 35% แล้วโดนหักรวม 20% แปลว่าเหลือ 15% ก่อนหักค่าแรง ค่าเช่า ค่าน้ำไฟ ค่าแพ็กเกจจิ้ง และภาษี ธุรกิจจำนวนมากที่ “ยอดขายดีมาก” จึงมีกำไรสุทธิเหลือแค่หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์

สอง — ตัวเลขนี้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนที่ไม่สร้างสินทรัพย์ จ่ายปีนี้แล้วปีหน้าเริ่มนับหนึ่งใหม่ ต่างจากค่าทำเว็บซึ่งเป็นการลงทุนก้อนเดียวที่ใช้งานได้ 3–5 ปี และสะสมทราฟฟิกอินทรีย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เอาไปเทียบกับต้นทุนจริงของเว็บอีคอมเมิร์ซคุณภาพดีในไทย ซึ่งอยู่ราว ~80,000–300,000 บาทสำหรับการสร้าง บวกค่าดูแลและ SEO อีกราว ~5,000–20,000 บาทต่อเดือน (ดูช่วงราคาละเอียดที่ ราคาทำเว็บไซต์ในไทย) — ร้านที่ยอด 200,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปจ่ายค่าคอมเกินค่าสร้างเว็บทั้งเว็บภายในไม่ถึงปี

แต่ — และนี่คือส่วนที่คนขายบริการทำเว็บมักไม่พูด — คุณจะไม่ย้ายยอดขายทั้งหมดมาที่เว็บได้ ยอดที่ย้ายมาได้จริงในปีแรกมักอยู่ที่ราว 10–25% ของยอดรวม ดังนั้นการคำนวณต้องใช้ตัวเลขนั้น ไม่ใช่ตัวเลขในฝัน

เทียบหมัดต่อหมัด: มาร์เก็ตเพลส vs เว็บของตัวเอง

หัวข้อเทียบ มาร์เก็ตเพลส (Shopee/Lazada/TikTok Shop) เว็บร้านของตัวเอง
ทราฟฟิกตั้งต้น มีให้ทันทีตั้งแต่วันแรก ศูนย์ ต้องสร้างเอง
เวลาเริ่มขายได้ 1–3 วัน 4–12 สัปดาห์
ต้นทุนเริ่มต้น เกือบศูนย์ ~80,000–300,000 บาท
ค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ ~12–25% ของยอด ~1–3.65% (ค่า payment gateway)
ข้อมูลลูกค้า ได้เฉพาะชื่อผู้รับ+ที่อยู่ ติดต่อซ้ำนอกแพลตฟอร์มไม่ได้ เป็นเจ้าของเต็ม 100% ทั้งอีเมล เบอร์ พฤติกรรม
ควบคุมราคา/โปรโมชั่น ถูกกดดันจากโปรแกรมแพลตฟอร์ม ควบคุมได้ทั้งหมด
การสร้างแบรนด์ ต่ำ หน้าร้านหน้าตาเหมือนกันหมด สูง ออกแบบประสบการณ์ได้เอง
ความเสี่ยงเชิงกฎ บัญชีถูกระงับ/กติกาเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ คุณคือคนออกกฎ
SEO บน Google ติดอันดับได้แต่แพลตฟอร์มได้เครดิต สะสมอำนาจโดเมนให้แบรนด์คุณ
ต้นทุนดึงลูกค้ากลับ ต้องจ่ายค่าคอมเต็มทุกครั้ง เกือบศูนย์ (อีเมล/LINE)
มูลค่าตอนขายกิจการ ต่ำ ไม่มีสินทรัพย์ติดตัว สูง มีทราฟฟิก+ฐานลูกค้าเป็นสินทรัพย์
เหมาะกับหน้าที่ หาลูกค้าใหม่ ทดสอบสินค้า ระบายสต็อก เก็บลูกค้าเก่า ขายเซ็ต ขายพรีเมียม ขายส่ง

ถ้าดูตารางนี้แล้วรู้สึกว่า “งั้นเว็บชนะเกือบทุกช่อง” — ระวังการอ่านผิด แถวแรกสุดคือแถวที่สำคัญที่สุด ทราฟฟิก เว็บที่ไม่มีคนเข้าคือเว็บที่มีค่าธรรมเนียม 0% จากยอดขาย 0 บาท ซึ่งไม่ได้ดีกว่าอะไรเลย

ความเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า: สิ่งที่คุณได้จริง กับสิ่งที่คุณไม่ได้

นี่คือความต่างที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสิ่งที่คนมองข้ามมากที่สุด เพราะมันไม่ปรากฏในใบสรุปยอดรายเดือน

สิ่งที่มาร์เก็ตเพลสให้คุณ

  • ชื่อผู้รับและที่อยู่จัดส่ง (บ่อยครั้งเป็นชื่อเล่นหรือชื่อคนอื่นที่รับของแทน)
  • เบอร์โทรที่มักถูกปิดบางส่วน
  • ประวัติออเดอร์ในแพลตฟอร์มนั้น
  • แชทในระบบ ซึ่งมีกติกาห้ามชักชวนออกไปช่องทางนอก

สิ่งที่คุณไม่ได้

  • อีเมลจริงที่ใช้ทำการตลาดต่อได้
  • สิทธิ์ในการยิงข้อความหาลูกค้าซ้ำนอกแพลตฟอร์ม
  • ข้อมูลพฤติกรรมก่อนซื้อ เช่น ดูสินค้าอะไรก่อน ค้างตะกร้าตัวไหน เข้ามาจากคำค้นอะไร
  • ความสามารถในการทำ segment เพื่อยิงข้อเสนอต่างกันตามกลุ่ม
  • สิทธิ์ในความสัมพันธ์ ลูกค้าที่ซื้อกับคุณ 8 ครั้งยังเป็น “ลูกค้าของแพลตฟอร์ม” ในทางปฏิบัติ

ความต่างนี้กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเมื่อไหร่ ตอบง่าย ๆ คือ วันที่ค่าธรรมเนียมขึ้น ร้านที่มีฐานลูกค้าเป็นของตัวเองจะบอกได้ว่า “ขึ้นก็ขึ้น เรามีทางอื่น” ส่วนร้านที่ไม่มี จะต้องยอมรับทุกเงื่อนไข เพราะการไม่ขายในแพลตฟอร์มแปลว่ารายได้เป็นศูนย์ทันที

บนเว็บของตัวเอง ข้อมูลชุดเดียวกันนี้กลายเป็นเครื่องมือทำเงินได้จริง คุณรู้ว่าใครซื้ออะไร เมื่อไหร่ ห่างกันกี่วัน แล้วเอาไปแบ่งกลุ่มด้วย โมเดล RFM เพื่อยิงข้อเสนอที่ตรงกับแต่ละกลุ่ม — ลูกค้าที่ซื้อบ่อยและเพิ่งซื้อ ควรได้ข้อเสนอคนละแบบกับลูกค้าที่หายไป 6 เดือน

และในบริบทไทย ช่องทางที่ใช้ได้ผลที่สุดในการเก็บความสัมพันธ์นี้มักไม่ใช่อีเมล แต่คือ LINE Official Account ซึ่งมีอัตราการเปิดอ่านสูงกว่ามาก ควรวางไว้เป็นคู่หูของเว็บตั้งแต่วันแรก

ต้นทุนดึงลูกค้ากลับ: กำไรที่ซ่อนอยู่ในลูกค้าเก่า

นี่คือส่วนที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องนี้ทั้งหมด ลองเทียบต้นทุนของ “ออเดอร์ที่สอง” จากลูกค้าคนเดียวกัน

กรณีลูกค้าซื้อซ้ำในมาร์เก็ตเพลส ยอด 1,000 บาท หักค่าธรรมเนียมรวม 20% = จ่าย 200 บาท ทั้งที่แพลตฟอร์มไม่ได้ “หา” ลูกค้าคนนี้ให้คุณ เพราะเขารู้จักคุณอยู่แล้ว คุณกำลังจ่ายค่านายหน้าหาลูกค้า สำหรับลูกค้าที่คุณหามาเองรอบที่แล้ว

กรณีลูกค้าซื้อซ้ำผ่าน LINE/อีเมลแล้วมาจบที่เว็บ ยอด 1,000 บาท หักค่า payment gateway ราว 1–3.65% = จ่ายราว 10–37 บาท บวกต้นทุนข้อความอีกไม่กี่สตางค์ต่อคน

ส่วนต่างต่อออเดอร์อยู่ที่ราว 160–190 บาท ฟังดูน้อย แต่ถ้าร้านคุณมีออเดอร์ซื้อซ้ำเดือนละ 300 ออเดอร์ นั่นคือราว 48,000–57,000 บาทต่อเดือน หรือกว่าครึ่งล้านต่อปี — จากงานที่คุณทำไปแล้วทั้งนั้น

ทีนี้ลองมองอีกมุม ต้นทุนการได้ลูกค้าใหม่ (CAC) ในแพลตฟอร์มโฆษณาไทยขยับขึ้นต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ต้นทุนการทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาแทบไม่ขึ้นเลย เพราะคุณเป็นเจ้าของช่องทางติดต่อ ยิ่งเวลาผ่านไป ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้ยิ่งกว้าง ธุรกิจที่สะสมฐานลูกค้าไว้จึงมีต้นทุนการตลาดต่อบาทของยอดขายที่ ลดลง ทุกปี ตรงข้ามกับธุรกิจที่ต้องซื้อลูกค้าใหม่ทุกออเดอร์ซึ่งต้นทุนจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใครที่อยากลงลึกเรื่องนี้ ลองอ่าน การลดต้นทุนต่อ Lead ประกอบ

คำถามสำคัญที่ควรตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจ: ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ลูกค้าของคุณกี่เปอร์เซ็นต์ซื้อมากกว่าหนึ่งครั้ง ถ้าตัวเลขนั้นเกิน 20–25% การมีเว็บและช่องทางติดต่อของตัวเองจะคุ้มเร็วมาก ถ้าต่ำกว่า 10% แปลว่าสินค้าคุณเป็นแบบซื้อครั้งเดียวจบ เว็บจะคุ้มด้วยเหตุผลอื่น (แบรนด์ ราคา ตลาดต่างประเทศ) ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเรื่องซื้อซ้ำ

SEO: สองสนามที่กติกาคนละแบบ

หลายคนคิดว่า SEO คือเรื่องเดียวกันทั้งสองที่ ความจริงคือมันเป็นสองสนามที่แข่งคนละกติกา

SEO ในมาร์เก็ตเพลส (การค้นหาภายในแอป)

ปัจจัยที่มีน้ำหนักคือ ยอดขายสะสมของสินค้า จำนวนรีวิวและคะแนน ความเร็วในการตอบแชท อัตราการยกเลิกออเดอร์ คีย์เวิร์ดในชื่อสินค้า และเงินที่จ่ายค่าโฆษณาในระบบ

จุดสำคัญคือ อันดับที่คุณสร้างขึ้นมาไม่ใช่ของคุณ วันที่คุณหยุดยิงแอดหรือคะแนนร้านตก อันดับหายทันที และมันย้ายไปที่อื่นไม่ได้ด้วย — คุณไม่สามารถ “พาอันดับ Shopee ของคุณ” ไปที่ Lazada หรือไปที่เว็บตัวเองได้เลย

SEO บน Google (เว็บของตัวเอง)

สนามนี้ช้ากว่ามาก โดยทั่วไปเห็นผลชัดที่ราว 4–8 เดือน แต่สิ่งที่ได้คือสินทรัพย์ที่ทบต้น หน้าหมวดหมู่และบทความที่ติดอันดับจะส่งทราฟฟิกให้คุณต่อเนื่องโดยไม่ต้องจ่ายต่อคลิก และแรงของโดเมนจะสะสมไปช่วยหน้าใหม่ที่คุณเพิ่มทีหลังด้วย

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ คีย์เวิร์ดที่คุณชนะได้บน Google มักเป็นคำที่มาร์เก็ตเพลสไม่มีทางตอบได้ดี เช่น

  • “น้ำพริกกุ้งเสียบ เก็บได้กี่เดือน”
  • “ผ้าบาติกปัตตานี ซักยังไงไม่สีตก”
  • “ของฝากภูเก็ต ส่งไปต่างประเทศได้ไหม”
  • “เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อบ กับ ทอด ต่างกันยังไง”

คำเหล่านี้คือคนที่ยังไม่พร้อมซื้อวันนี้ แต่กำลังหาข้อมูลเพื่อเตรียมซื้อ หน้ารายการสินค้าในมาร์เก็ตเพลสไม่ได้ถูกออกแบบมาตอบคำถามแบบนี้ แต่เว็บของคุณตอบได้ และคนที่ได้คำตอบดี ๆ จากคุณมีแนวโน้มสูงมากที่จะซื้อกับคุณเมื่อถึงเวลา

อีกเรื่องที่กำลังสำคัญขึ้นเร็วในปี 2026 คือ การถูกอ้างอิงโดย AI เวลาคนถาม ChatGPT หรือ Google AI Overviews ว่า “ซื้อของฝากภาคใต้เจ้าไหนดี” ระบบเหล่านี้ดึงคำตอบจากหน้าเว็บที่มีเนื้อหาเป็นข้อความชัดเจน มีโครงสร้าง และมีความน่าเชื่อถือ — ซึ่งหน้าสินค้าในมาร์เก็ตเพลสที่มีแต่รูปกับตารางสเปกทำได้ยากกว่าเว็บที่เขียนเนื้อหาเป็นเรื่องเป็นราว นี่คือเหตุผลที่การเขียน คำอธิบายสินค้า ด้วยตัวเองบนเว็บตัวเองมีค่ามากกว่าที่เคยเป็น

เกณฑ์ตัวเลข: ยอดเท่าไหร่ถึงคุ้มทำเว็บเอง

ก่อนคำนวณ ให้หาตัวเลขสามตัวนี้จากบัญชีจริงของคุณก่อน อย่าเดา

  1. Effective take rate — เอายอดที่โอนเข้าบัญชีจริงทั้งปี หารด้วยยอดขายรวมทั้งปี แล้วเอา 1 ลบ ได้กี่เปอร์เซ็นต์นั่นคือค่าธรรมเนียมรวมจริงของคุณ (คนส่วนใหญ่ตกใจตอนเห็นตัวเลขนี้)
  2. อัตราซื้อซ้ำ 12 เดือน — ลูกค้ากี่เปอร์เซ็นต์ที่ซื้อมากกว่าหนึ่งครั้ง
  3. มาร์จิ้นขั้นต้น — ราคาขายลบต้นทุนสินค้า คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์

สูตรคำนวณจุดคุ้มทุนแบบง่าย

เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน = ยอดที่ย้ายมาเว็บได้ × (take rate มาร์เก็ตเพลส − ค่าธรรมเนียมเว็บ)
ต้นทุนเว็บปีแรก = ค่าสร้างเว็บ + (ค่าดูแล + SEO ต่อเดือน × 12)
คุ้มเมื่อ: (เงินที่ประหยัดได้ × 12) + กำไรจากยอดใหม่ที่ SEO พามา ≥ ต้นทุนเว็บปีแรก

ตัวอย่างคำนวณจริง ร้านยอดขาย 250,000 บาท/เดือน take rate 20% ย้ายยอดมาเว็บได้ 20% ในปีแรก (= 50,000 บาท/เดือน) ค่าธรรมเนียมบนเว็บ 3%

  • ประหยัดต่อเดือน = 50,000 × (20% − 3%) = ~8,500 บาท
  • ประหยัดต่อปี = ~102,000 บาท
  • ต้นทุนเว็บปีแรก (สร้าง 150,000 + ดูแล/SEO 8,000 × 12) = ~246,000 บาท

ปีแรกยังไม่คุ้มถ้ามองแค่ค่าธรรมเนียมที่ประหยัดได้ แต่ ปีที่สองเป็นต้นไป ต้นทุนเหลือแค่ค่าดูแลราว 96,000 บาท/ปี ขณะที่ยอดที่ย้ายมาได้มักโตขึ้น (30–40%) และ SEO เริ่มพาลูกค้าใหม่เข้ามาโดยไม่ต้องจ่ายต่อคลิก จุดคุ้มทุนจริงจึงมักตกอยู่ที่ราวเดือนที่ 14–24 — ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ใช่ตัวเลขที่จะแก้ปัญหากระแสเงินสดของเดือนหน้า

เกณฑ์แบ่งเป็นสามระดับ

ระดับ A — ยอดต่ำกว่า ~100,000 บาท/เดือน: ยังไม่ต้องทำเว็บเต็มรูปแบบ เอาเงินและเวลาไปทุ่มกับการหาสินค้าที่ขายได้จริงและสร้างรีวิวในมาร์เก็ตเพลสก่อน สิ่งที่ควรมีในระดับนี้คือ LINE OA + หน้าเว็บง่าย ๆ หนึ่งหน้าที่บอกว่าคุณเป็นใคร ราคาหลักหมื่นต้น ๆ พอ

ระดับ B — ยอด ~100,000–300,000 บาท/เดือน: ทำได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อ

  • อัตราซื้อซ้ำ 12 เดือนเกิน 20%
  • มาร์จิ้นขั้นต้นต่ำกว่า 40% จนค่าธรรมเนียมกินกำไรเกือบหมด
  • มีคนค้นชื่อร้าน/แบรนด์ของคุณใน Google แล้ว (เช็กได้ฟรีใน Search Console)
  • ขายสินค้าที่ต้องอธิบาย ขายเป็นเซ็ต สั่งทำ หรือมีตัวเลือกเยอะ
  • มีลูกค้าต่างชาติหรือลูกค้า B2B ที่มาร์เก็ตเพลสรองรับได้ไม่ดี

ระดับ C — ยอดเกิน ~300,000 บาท/เดือน: การไม่มีเว็บคือการเสียโอกาส ที่ระดับนี้ค่าธรรมเนียมต่อปีอยู่ราว 700,000–900,000 บาทขึ้นไป การไม่มีช่องทางที่ตัวเองควบคุมได้เลยคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน

แบ่งหน้าที่ให้ชัด: โมเดล “มาร์เก็ตเพลสหาคน เว็บเก็บคน”

พอตัดสินใจว่าทำทั้งคู่แล้ว คำถามถัดไปคือแบ่งงานยังไงไม่ให้ทับกันจนแย่งลูกค้ากันเอง นี่คือโครงที่ใช้ได้จริง

ให้มาร์เก็ตเพลสทำหน้าที่

  1. หาลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์คุณ
  2. ทดสอบสินค้าใหม่ว่าตลาดตอบรับไหม ก่อนลงทุนผลิตล็อตใหญ่
  3. ระบายสต็อกใกล้หมดอายุหรือของค้าง
  4. สร้างรีวิวและ social proof ที่คนเอาไปใช้ตัดสินใจ
  5. เก็บ “สินค้าเปิดตัว” ราคาเข้าถึงง่ายไว้ให้คนลองครั้งแรก

ให้เว็บของตัวเองทำหน้าที่

  1. รับลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ ในต้นทุนเกือบศูนย์
  2. ขายเซ็ตใหญ่ แพ็กครอบครัว หรือสินค้าพรีเมียมที่มาร์จิ้นดีกว่า
  3. รับออเดอร์ขายส่ง B2B และออเดอร์สั่งทำพิเศษ
  4. รับลูกค้าต่างชาติที่ต้องการชำระด้วยบัตรต่างประเทศ
  5. เป็นบ้านของคอนเทนต์ที่ตอบคำถามก่อนซื้อ และเก็บทราฟฟิกจาก Google

สะพานเชื่อมสองฝั่ง: 7 วิธีที่ทำได้จริงโดยไม่ผิดกติกา

แพลตฟอร์มมีกฎห้ามชักชวนลูกค้าออกไปนอกระบบผ่านแชท แต่สิ่งที่คุณใส่ลงไปในกล่องพัสดุเป็นเรื่องของคุณ

  1. การ์ดขอบคุณพร้อม QR เพิ่มเพื่อน LINE ให้เหตุผลชัดว่าเพิ่มแล้วได้อะไร เช่น สูตรอาหาร วิธีเก็บรักษา หรือคูปองครั้งถัดไป
  2. ลงทะเบียนรับประกันบนเว็บ เหมาะกับสินค้าที่มีอายุการใช้งาน ได้ทั้งข้อมูลลูกค้าและความรู้สึกปลอดภัย
  3. คูปองซื้อซ้ำที่ใช้ได้เฉพาะบนเว็บ ส่วนลด 10–15% ยังถูกกว่าค่าคอม 20% เยอะ
  4. สินค้าเฉพาะเว็บ เช่น เซ็ตรวม กลิ่นพิเศษ หรือแพ็กเกจของขวัญที่ไม่ลงมาร์เก็ตเพลส
  5. คอนเทนต์หลังการขาย QR ในกล่องลิงก์ไปหน้าวิธีใช้/สูตรอาหารบนเว็บ ไม่ได้ขายอะไร แต่พาเขามาเห็นบ้านคุณ
  6. โปรแกรมสะสมแต้มที่รันบนเว็บ ให้เหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์กับการกลับมาซื้อที่นี่
  7. ตอบคำถามที่มาร์เก็ตเพลสตอบไม่ได้ เช่น ใบรับรองฮาลาล มาตรฐาน อย. เอกสารส่งออก — ธุรกิจภาคใต้หลายรายที่ขายผลิตภัณฑ์ฮาลาลหรือของฝากได้ลูกค้า B2B จากตรงนี้มากกว่าจากหน้าร้านออนไลน์เสียอีก

เป้าหมายที่สมเหตุสมผลคือ ภายใน 12–18 เดือน สัดส่วนยอดขายจากช่องทางของตัวเองควรขยับไปอยู่ราว 20–35% ของยอดรวม ไม่ใช่ 100% และไม่ควรตั้งเป้า 100% ด้วย

ต้นทุนจริงของการมีเว็บเอง ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

ผมไม่อยากให้บทความนี้กลายเป็นโฆษณาขายเว็บ ฉะนั้นนี่คือด้านที่หนักของฝั่งเว็บบ้าง

รายการ ปีแรก ปีถัดไป
ค่าสร้างเว็บ ~80,000–300,000 บาท
โฮสติ้ง + โดเมน ~3,000–20,000 บาท ~3,000–20,000 บาท
Payment gateway ~1–3.65% ต่อรายการ เท่าเดิม
ดูแล/อัปเดต/ความปลอดภัย ~2,000–8,000 บาท/เดือน เท่าเดิม
SEO + คอนเทนต์ ~8,000–30,000 บาท/เดือน เท่าเดิมหรือลดลง
ถ่ายภาพ/เขียนเนื้อหาสินค้า ~10,000–50,000 บาท เพิ่มตามสินค้าใหม่
เวลาของทีมคุณเอง สูงมากในช่วง 3 เดือนแรก ลดลง

ต้นทุนที่แพงที่สุดในตารางนี้ไม่ใช่ตัวเงิน แต่คือ เวลาและวินัยของทีมคุณ เว็บที่เปิดแล้วไม่มีใครอัปเดตสินค้า ไม่มีใครเขียนบทความ ไม่มีใครตอบแชท จะให้ผลแย่กว่าไม่ทำเลย เพราะนอกจากไม่ได้ยอดแล้วยังทำให้แบรนด์ดูร้าง

ถ้าตอนนี้ทีมคุณยังตอบแชทมาร์เก็ตเพลสไม่ทัน อย่าเพิ่งเปิดหน้าใหม่ให้ตัวเองดูแล แก้คอขวดตรงนั้นก่อน

ที่ Southern Whale เราทำงานกับผู้ผลิตและร้านค้าทั่วภาคใต้ที่อยู่ตรงจุดตัดนี้พอดี — ยอดขายดีในมาร์เก็ตเพลสแต่กำไรบางลงทุกปี สิ่งที่เราทำก่อนเสนอราคาเสมอคือกางตัวเลขสามตัว (take rate จริง อัตราซื้อซ้ำ และมาร์จิ้น) แล้วบอกตรง ๆ ว่าถึงเวลาทำเว็บหรือยัง บางรายเราแนะนำให้รออีกปี ถ้าอยากให้เราช่วยประเมิน ดูรายละเอียดที่ บริการรับทำเว็บไซต์

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเวลาตัดสินใจเรื่องนี้

  • ทำเว็บเพราะเบื่อค่าคอม แต่ไม่มีแผนหาทราฟฟิก ผลคือเว็บสวย ๆ ที่มีคนเข้าเดือนละ 40 คน แล้วสรุปว่า “เว็บไม่เวิร์ก”
  • ตั้งราคาบนเว็บถูกกว่ามาร์เก็ตเพลสมาก ฟังดูสมเหตุสมผลเพราะไม่มีค่าคอม แต่ทำให้โดนแพลตฟอร์มปรับสถานะร้าน และทำให้ลูกค้าสับสนเรื่องราคาจริงของแบรนด์ ทางที่ดีกว่าคือราคาเท่ากันแต่ให้ มูลค่าเพิ่ม บนเว็บ เช่น ของแถม แต้มสะสม หรือส่งฟรีที่ยอดต่ำกว่า
  • ปิดร้านมาร์เก็ตเพลสทันทีที่เว็บเสร็จ เป็นการฆ่าเครื่องหาลูกค้าใหม่ทิ้งก่อนที่เครื่องใหม่จะสตาร์ตติด
  • ไม่วัดว่ายอดบนเว็บมาจากไหน ไม่ติด GA4 ไม่ใส่ UTM ในการ์ดในกล่อง สุดท้ายไม่รู้ว่าสะพานอันไหนได้ผล
  • ก๊อปคำอธิบายสินค้าจากมาร์เก็ตเพลสมาวางบนเว็บ ทำให้ได้หน้าเว็บที่ Google ไม่มีเหตุผลจะจัดอันดับให้ เพราะมันไม่ได้เพิ่มอะไรใหม่ในโลก
  • คิดว่าค่าคอมคือค่าใช้จ่ายอย่างเดียวที่ต้องเทียบ ลืมคิดค่าแรงคนดูแลเว็บ ค่าคอนเทนต์ และค่าเสียโอกาสของเวลาเจ้าของ
  • รอให้พร้อม 100% แล้วค่อยเริ่ม ทั้งที่เว็บที่ดีสร้างจากการปรับทีละรอบ ดูแนวทางที่ การเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า

คำถามที่พบบ่อย

ทำเว็บเองแล้วยอดในมาร์เก็ตเพลสจะตกไหม โดยทั่วไปไม่ตกจากการมีเว็บ เพราะทราฟฟิกคนละแหล่งกัน สิ่งที่ทำให้ยอดตกคือการเลิกดูแลร้านในมาร์เก็ตเพลสเพราะไปโฟกัสเว็บอย่างเดียว

มีเว็บแล้วจำเป็นต้องยิงแอดไหม ช่วง 6 เดือนแรกควรมีงบแอดเล็ก ๆ ไว้เร่งการทดสอบและเก็บดาต้า ระหว่างที่ SEO ยังไม่ติด แต่ระยะยาวเป้าหมายคือให้สัดส่วนทราฟฟิกอินทรีย์โตขึ้นจนไม่ต้องพึ่งแอดเป็นหลัก

ใช้ Shopify หรือ WooCommerce ดีกว่ากัน ขึ้นกับขนาดร้านและทีม เรื่องนี้ยาวพอเป็นบทความของตัวเอง อ่านการเทียบแพลตฟอร์มพร้อม TCO 3 ปีได้ที่ รับทำ E-commerce ภาคใต้

ขายผ่าน LINE อย่างเดียวโดยไม่ต้องมีเว็บได้ไหม ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสินค้าสั่งทำหรือราคาสูงที่ต้องคุย แต่ LINE ไม่มีทราฟฟิกจาก Google ให้ และวัดผลได้ยากกว่ามาก มันเป็นช่องทางเก็บลูกค้าที่ดี แต่ไม่ใช่ช่องทางหาลูกค้าใหม่

ค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลสมีทางลดได้ไหมโดยไม่ต้องออก ลดได้บ้าง ด้วยการเลือกเข้าเฉพาะโปรแกรมที่คุ้มจริง ไม่เข้าทุกแคมเปญอัตโนมัติ ตั้งราคาโดยบวกค่าธรรมเนียมไว้แล้ว และควบคุมงบแอดในแพลตฟอร์มด้วย ROAS ที่ตั้งเป้าไว้ชัด ไม่ใช่ยิงเพราะกลัวอันดับตก

ถ้ายอดยังไม่ถึงเกณฑ์ ควรทำอะไรไปก่อน เก็บฐานลูกค้าตั้งแต่วันนี้ ใส่การ์ด QR LINE ในทุกกล่อง จดชื่อ-เบอร์-สินค้าที่ซื้อไว้ในไฟล์กลาง วันที่คุณพร้อมทำเว็บ คุณจะมีคนให้ส่งข่าวตั้งแต่วันเปิดตัว แทนที่จะเริ่มจากศูนย์ อ่านภาพรวมช่องทางทั้งหมดได้ที่ คู่มือขายของออนไลน์

สรุป

คำถามว่า “ขายบน Shopee Lazada หรือทำเว็บเอง” ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่ต้น เพราะมันสมมติว่าสองอย่างนี้ทำงานแทนกันได้ ความจริงคือมันทำงานคนละหน้าที่

มาร์เก็ตเพลสเก่งเรื่องหาคนแปลกหน้ามาเจอคุณ และมันคุ้มมากสำหรับงานนั้น — ค่าธรรมเนียม 15–20% เพื่อแลกกับทราฟฟิกที่คุณไม่ต้องสร้างเองคือดีลที่แฟร์ ปัญหาเกิดตอนที่คุณจ่ายอัตราเดียวกันนี้สำหรับลูกค้าที่รู้จักคุณอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเงินที่ไหลออกโดยไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลย

เว็บของตัวเองแก้ปัญหานั้นได้ แต่มันไม่ใช่เครื่องพิมพ์เงิน มันคือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลา 14–24 เดือนกว่าจะคืนทุน และต้องมีคนดูแลจริง ๆ ถ้าคุณยังไม่ถึงระดับที่ค่าธรรมเนียมต่อปีเกินค่าทำเว็บอย่างชัดเจน หรือยังไม่มีลูกค้าซื้อซ้ำมากพอ การรออีกปีแล้วโฟกัสกับสินค้าและรีวิวคือการตัดสินใจที่ฉลาดกว่า

แต่ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มที่จ่ายค่าคอมปีละหลักแสนขึ้นไป มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และเริ่มมีคนค้นชื่อแบรนด์คุณใน Google แล้ว — ทุกเดือนที่ผ่านไปโดยไม่มีบ้านของตัวเอง คือเงินก้อนหนึ่งที่หายไปพร้อมกับโอกาสสะสมสินทรัพย์ที่จะอยู่กับคุณต่อไปอีกหลายปี

คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

ขายบน Shopee Lazada หรือทำเว็บเอง, ค่าคอมมิชชั่น Shopee Lazada, ทำเว็บขายของเองคุ้มไหม, marketplace กับเว็บของตัวเอง, ข้อมูลลูกค้าอีคอมเมิร์ซ, จุดคุ้มทุนทำเว็บร้านค้า, SEO ร้านออนไลน์, ลูกค้าซื้อซ้ำ

E-commerce

ขายของออนไลน์ 2026 ฉบับบอกตรง ๆ: เลือกช่องทางไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ และเมื่อไหร่ควรมีเว็บของตัวเอง | Southern Whale

มาร์เก็ตเพลสคุ้มมากในช่วงเริ่มต้น แต่มีจุดตัดที่ค่า GP กินกำไรจนต้องมีบ้านของตัวเอง บทความนี้บอกตรง ๆ ว่าจุดนั้นอยู่ตรงไหน

E-commerce

Live Commerce คืออะไร? คู่มือไลฟ์ขายของให้ปิดการขายได้จริง ฉบับธุรกิจภาคใต้ 2026

ไลฟ์ขายของไม่ใช่การเปิดกล้องแล้วพูดไปเรื่อย ๆ มันคือรายการทีวีความยาวหนึ่งชั่วโมงที่มีผังรายการ มีจังหวะปิดการขาย และมีตัวเลขที่ต้องอ่านทุกครั้งที่จบ

E-commerce

เปิดร้าน TikTok Shop 2026 ครบทุกขั้นตอน: เอกสาร ค่าคอมมิชชั่นจริง ตั้งค่าส่งของ และสิ่งที่ไม่มีใครเตือน

เปิดร้าน TikTok Shop ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่สิ่งที่ตัดสินว่าร้านจะอยู่รอดคือเรื่องที่เกิดหลังจากนั้น — ค่าธรรมเนียมจริง กติกาที่เปลี่ยนได้ตลอด และฐานลูกค้าที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ