ร้านขายอาหารทะเลแปรรูปเจ้าหนึ่งแถวระโนด สงขลา ขายผ่านเพจกับ Shopee มาสามปี ปีล่าสุดยอดขายแตะเกือบ 6 ล้านบาท เจ้าของโทรมาถามผมเรื่องทำเว็บ แต่คุยไปคุยมากลายเป็นว่าปัญหาที่หนักกว่าคือ เขายังเป็นบุคคลธรรมดา ยื่นภาษีแบบเหมาจ่าย 60% ทั้งที่ต้นทุนวัตถุดิบจริงสูงกว่านั้น และเพิ่งโดนโรงแรมสองแห่งปฏิเสธคำสั่งซื้อล็อตใหญ่เพราะ “ออกใบกำกับภาษีไม่ได้”
สิ่งที่เขาเสียไปในปีนั้นไม่ใช่ค่าธรรมเนียมราชการหลักพัน แต่เป็นออเดอร์ B2B ที่หลุดมือ กับภาษีที่จ่ายเกินไปหลักแสน เพราะเลื่อนเรื่องจดบริษัทออกไปเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกว่า “มันน่าจะยุ่งยาก”
ข่าวดีคือ ทุกวันนี้การ จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ผ่านระบบ DBD e-Registration ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำเองได้จริง ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน และค่าธรรมเนียมภาครัฐก็ถูกกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดมาก บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ว่าระบบนี้คืออะไร ต้องเตรียมอะไร ค่าใช้จ่ายจริงทั้งวันจดและรายปีเท่าไหร่ ทุนจดทะเบียนควรตั้งเท่าไหร่ และที่สำคัญที่สุด — คนขายของออนไลน์อย่างคุณ ควรจด ตอนไหน
จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ คืออะไรกันแน่
จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ หมายถึงการยื่นคำขอจัดตั้งนิติบุคคล — ทั้งบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วน — ผ่านระบบ DBD e-Registration ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ereg.dbd.go.th) โดยกรอกข้อมูล แนบเอกสาร ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และชำระค่าธรรมเนียมออนไลน์ทั้งหมด แล้วรับหนังสือรับรองในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์กลับมา
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่า “จดออนไลน์” คือการกรอกฟอร์มในเว็บของบริษัทรับจดทะเบียนเจ้าไหนสักเจ้า แล้วเขาไปเดินเรื่องให้ — อันนั้นคือการ จ้างคนอื่นจดแทน ซึ่งก็ทำได้และสะดวก แต่ระบบ e-Registration ตัวจริงคือช่องทางของรัฐที่คุณเข้าถึงเองได้โดยตรง
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องแยกให้ออกตั้งแต่ต้น มีเรื่อง “จดทะเบียน” ที่คนขายของออนไลน์เจอบ่อยอยู่สามอย่างที่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
- จดทะเบียนพาณิชย์ (อิเล็กทรอนิกส์) — สำหรับบุคคลธรรมดาที่ขายของออนไลน์เป็นอาชีพ ยื่นที่สำนักงานเขต/เทศบาล/อบต. ในพื้นที่ ค่าธรรมเนียมหลักสิบบาท เป็นคนละเรื่องกับการตั้งบริษัท
- จดทะเบียนนิติบุคคล — ตั้งบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำผ่าน e-Registration ได้ นี่คือเรื่องหลักของบทความนี้
- จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) — ที่กรมสรรพากร บังคับเมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือจดโดยสมัครใจก็ได้ ทำได้ทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
หลายคนสับสนสามอย่างนี้จนตัดสินใจผิด เช่น คิดว่าจดทะเบียนพาณิชย์แล้วเท่ากับ “มีบริษัท” หรือคิดว่าต้องตั้งบริษัทก่อนถึงจะจด VAT ได้ ซึ่งไม่จริงทั้งคู่
ทำไมคนขายของออนไลน์ปี 2026 ต้องคิดเรื่องนี้จริงจังขึ้น
เมื่อสิบปีก่อน คนขายของออนไลน์อยู่ในโซนที่รัฐมองไม่ค่อยเห็น ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว และการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ร้านส่วนใหญ่ปรับตัวทัน
- ข้อมูลรายได้ไหลเข้าสรรพากรอัตโนมัติมากขึ้น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและผู้ให้บริการชำระเงินมีหน้าที่รายงานข้อมูล ยอดขายที่วิ่งผ่านระบบจึงตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่เรื่องที่ “ไม่มีใครเห็น” อีกต่อไป
- ลูกค้าองค์กรต้องการใบกำกับภาษี โรงแรม รีสอร์ท คลินิก บริษัททัวร์ และหน่วยงานราชการ ซื้อของจากร้านที่ออกเอกสารทางภาษีไม่ได้ยาก เพราะเขาลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ ตลาด B2B จึงปิดประตูใส่ร้านที่ยังเป็นบุคคลธรรมดาโดยปริยาย
- ระบบรับเงินและพาร์ตเนอร์ต้องการนิติบุคคล ผู้ให้บริการ payment gateway หลายเจ้าให้เรตดีกว่าและอนุมัติง่ายกว่าเมื่อสมัครในนามนิติบุคคล เช่นเดียวกับการเจรจาเรตขนส่งแบบสัญญาหรือการวางบิลเครดิต
- ความน่าเชื่อถือกลายเป็นสัญญาณที่วัดได้ เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักที่แสดงบนหน้าเว็บ ที่อยู่จริง และเครื่องหมาย DBD Registered เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนขององค์กร ซึ่งสอดคล้องกับหลัก E-E-A-T ที่ Google ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บที่เกี่ยวกับเงินของผู้ใช้
พูดให้ตรงกว่านั้น: การจดบริษัทไม่ได้ทำให้คุณ “ดูดี” เฉย ๆ แต่มันเปิดประตูตลาดที่คุณเข้าไม่ได้เลยตอนเป็นบุคคลธรรมดา
บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ต่างกันตรงไหนสำหรับคนขายของออนไลน์
นี่คือหัวใจของการตัดสินใจ และคำตอบไม่ใช่ “นิติบุคคลดีกว่าเสมอ” ลองดูภาพรวมก่อน
| ประเด็น | บุคคลธรรมดา | บริษัทจำกัด (นิติบุคคล) |
|---|---|---|
| ค่าธรรมเนียมตั้งต้น | จดทะเบียนพาณิชย์ ~50 บาท | ราว ~5,500 บาท (ค่าธรรมเนียมรัฐ) |
| อัตราภาษี | ขั้นบันได 0–35% ของเงินได้สุทธิ | 0% / 15% / 20% ตามขั้นกำไรสุทธิ (สิทธิ SME) |
| การหักค่าใช้จ่าย | เหมา 60% หรือหักตามจริง | หักตามจริงทุกบาทที่มีเอกสาร |
| ความรับผิด | ไม่จำกัด ทรัพย์สินส่วนตัวเสี่ยงด้วย | จำกัดเท่าค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ |
| บัญชี/ผู้สอบบัญชี | ไม่บังคับ | บังคับ ต้องมีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีทุกปี |
| ต้นทุนดูแลต่อปี | เกือบเป็นศูนย์ | ราว ~20,000–60,000 บาท/ปี |
| ออกใบกำกับภาษี | ได้ถ้าจด VAT | ได้ถ้าจด VAT |
| ขายให้ลูกค้าองค์กร | ยาก | ทำได้เต็มรูปแบบ |
| ขอสินเชื่อธุรกิจ | จำกัดมาก | มีงบการเงินให้ธนาคารพิจารณา |
| เลิกกิจการ | หยุดได้เลย | ต้องชำระบัญชี มีขั้นตอนและค่าใช้จ่าย |
เรื่องภาษีที่ต้องเข้าใจให้ลึกกว่าตาราง
ความต่างที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ “อัตราภาษีเท่าไหร่” แต่อยู่ที่ ฐานที่เอามาคิดภาษี
บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้จากการค้าขาย (มาตรา 40(8)) เลือกได้ระหว่างหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% กับหักตามจริง ปัญหาคือร้านค้าออนไลน์จำนวนมากมีต้นทุนสินค้ารวมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้วเกิน 60% ไปไกล เช่น ร้านที่ซื้อมาขายไปด้วยมาร์จิ้นขั้นต้น 30% ต้นทุนจริงคือ 70% แต่รัฐให้หักได้แค่ 60% แปลว่าคุณกำลังเสียภาษีบนกำไรที่ไม่มีอยู่จริง จะหักตามจริงก็ได้ แต่ต้องมีเอกสารครบพอ ๆ กับทำบัญชีบริษัทอยู่ดี
ฝั่งนิติบุคคล SME (ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) ได้สิทธิลดอัตราคือ กำไรสุทธิส่วนแรกราว 300,000 บาทได้รับยกเว้น ส่วนถัดไปจนถึงราว 3 ล้านบาทเสีย 15% และส่วนที่เกินเสีย 20% พร้อมกับหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงทุกบาทที่มีใบเสร็จ ตั้งแต่ค่าเช่าโกดัง ค่าน้ำมัน ค่าจ้างแอดมิน ค่ายิงแอด ไปจนถึงค่าเว็บไซต์
แต่อย่าลืมชั้นที่สอง: เงินในบริษัทยังไม่ใช่เงินคุณ ถ้าจะเอาออกมาใช้ส่วนตัว ต้องผ่านเงินเดือน (เสียภาษีบุคคลธรรมดาอีกชั้น) หรือเงินปันผล (ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%) การวางแผนที่ดีจึงมักผสมทั้งสองทาง ไม่ใช่ปล่อยกำไรกองไว้เฉย ๆ
แล้วเมื่อไหร่ควรจด — จุดตัดที่คำนวณได้
ผมจะบอกตรง ๆ เหมือนที่บอกลูกค้าทุกราย: ถ้าคุณเพิ่งเริ่มขายและยังไม่รู้ว่าสินค้าไปรอดไหม อย่าเพิ่งจดบริษัท เพราะค่าดูแลรายปีจะกินกำไรบาง ๆ ที่คุณเพิ่งเริ่มมี ไปทดสอบตลาดในนามบุคคลธรรมดาก่อน เร็วกว่าและถูกกว่ามาก อ่านลำดับการเริ่มต้นแบบเต็ม ๆ ได้ที่ คู่มือขายของออนไลน์
สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาแล้ว — ถ้าเข้าเงื่อนไข 2 ข้อขึ้นไป ควรเริ่มคุยกับนักบัญชีได้เลย
- กำไรสุทธิต่อปีเริ่มแตะราว 1 ล้านบาทขึ้นไป จุดนี้อัตราภาษีบุคคลธรรมดาไต่ขึ้นถึงขั้น 20–25% แล้ว ขณะที่นิติบุคคลยังอยู่ที่ 15%
- ต้นทุนจริงของคุณสูงกว่า 60% ของรายได้ การหักเหมาไม่คุ้มอีกต่อไป
- รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จนต้องจด VAT อยู่แล้ว — เมื่อต้องทำเอกสารภาษีเต็มรูปแบบ ภาระเพิ่มจากการเป็นนิติบุคคลก็น้อยลงมาก
- มีลูกค้าองค์กรถามหาใบกำกับภาษีหรือใบเสนอราคาในนามบริษัท ทุกครั้งที่ตอบว่าออกให้ไม่ได้ คือออเดอร์ที่หลุดมือ
- มีหุ้นส่วนหรือคนร่วมลงทุน ควรมีโครงสร้างหุ้นที่ชัดเจนตั้งแต่ยังไม่มีปัญหา ดีกว่ามาแบ่งกันตอนทะเลาะ
- สินค้ามีความเสี่ยงเรื่องความรับผิด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง อาหารเสริม อุปกรณ์ที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ — ความรับผิดจำกัดมีค่ามาก
- กำลังจะกู้เงินขยายกิจการ หรือรับงานภาครัฐ
ตัวอย่างการคำนวณคร่าว ๆ
สมมติร้านหนึ่งมีกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายจริง 1,500,000 บาทต่อปี (ตัวเลขสมมติเพื่อการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ข้อมูลลูกค้าจริง)
- บุคคลธรรมดา เมื่อคำนวณตามอัตราขั้นบันไดของเงินได้สุทธิระดับนี้ ภาระภาษีจะตกอยู่ราว ~240,000 บาท
- นิติบุคคล ยกเว้นกำไรส่วนแรก ~300,000 บาท ส่วนที่เหลือ ~1,200,000 บาทเสีย 15% เท่ากับราว ~180,000 บาท
ส่วนต่างประมาณ 60,000 บาทต่อปี เทียบกับค่าบัญชีและค่าสอบบัญชีราว 30,000–50,000 บาทต่อปี — ตรงนี้แหละคือ “จุดพอดี” ที่หลายร้านอยู่ ยังไม่คุ้มแบบชัดเจนถ้าดูแค่ภาษี แต่จะคุ้มทันทีถ้าคุณได้ลูกค้าองค์กรเพิ่ม หรือมีค่าใช้จ่ายจริงที่หักได้เยอะกว่าเหมา 60%
พอกำไรขยับไปที่ 2–3 ล้านบาทต่อปี ส่วนต่างจะกว้างขึ้นเร็วมาก และแทบไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ในนามบุคคลธรรมดาต่อ
ทุนจดทะเบียนควรตั้งเท่าไหร่
คำถามนี้ถูกถามบ่อยที่สุด และเป็นจุดที่คนตัดสินใจผิดบ่อยที่สุดด้วย
ข้อเท็จจริงพื้นฐานก่อน: กฎหมายไทย ไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ สำหรับบริษัทจำกัดทั่วไป ที่กำหนดคือมูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และผู้ถือหุ้นต้องชำระค่าหุ้นแล้วอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้นที่จอง นอกจากนี้ตั้งแต่การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีผลเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2566 บริษัทจำกัดใช้ผู้เริ่มก่อการเพียง 2 คน ก็ตั้งได้ จากเดิมที่ต้องมี 3 คน — ข้อนี้ช่วยคนขายของออนไลน์ที่ทำกันสองสามีภรรยาไปได้เยอะ
แล้วในทางปฏิบัติควรตั้งเท่าไหร่
1,000,000 บาท คือตัวเลขมาตรฐานที่ SME ไทยส่วนใหญ่ใช้ เหตุผลคือมันดูน่าเชื่อถือพอสำหรับคู่ค้าและธนาคาร แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องแสดงหลักฐานจากธนาคาร และไม่ทำให้กรรมการมีภาระค่าหุ้นค้างชำระที่สูงเกินไป
เกณฑ์ที่ควรใช้ตัดสิน
- ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เหมาะกับธุรกิจบริการหรือร้านออนไลน์เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องวางบิลกับใคร ประหยัดและง่าย แต่บางคู่ค้าจะมองว่าเล็กเกินไป
- 1–2 ล้านบาท จุดหวานสำหรับร้านอีคอมเมิร์ซที่เริ่มมีลูกค้าองค์กร
- เกิน 5 ล้านบาท ต้องมีหลักฐานจากธนาคารยืนยันว่าได้รับชำระค่าหุ้นจริง ขั้นตอนยุ่งขึ้นชัดเจน และถ้าทุนที่ชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท คุณจะ หลุดสิทธิลดอัตราภาษี SME ทันที ซึ่งแพงกว่าที่คิดมาก
- 2 ล้านบาทต่อใบอนุญาตทำงาน 1 ใบ ถ้าตั้งใจจะจ้างชาวต่างชาติ (นอกเหนือจากเงื่อนไขอื่น เช่น สัดส่วนพนักงานไทย) เป็นเกณฑ์ที่ธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหารในภูเก็ต กระบี่ พังงา เจอบ่อย
ข้อผิดพลาดคลาสสิก: ตั้งทุนสูง ๆ ให้ดูหรู เช่น 10 ล้านบาท ทั้งที่ไม่ได้ใส่เงินเข้าจริง ผลคือหลุดสิทธิภาษี SME มีหนี้ค่าหุ้นค้างชำระที่กรรมการต้องรับผิดชอบ และถ้าบริษัทมีปัญหา เจ้าหนี้เรียกให้ชำระส่วนที่ยังไม่ได้ชำระได้ ทุนจดทะเบียนไม่ใช่ป้ายโฆษณา มันคือภาระผูกพันทางกฎหมาย
ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration
ขั้นตอนด้านล่างคือลำดับที่ใช้จริง ส่วนรายละเอียดหน้าจอและเอกสารอาจปรับเปลี่ยนตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศ ควรเช็กหน้าเว็บทางการก่อนเริ่มเสมอ
- จองชื่อนิติบุคคล เข้าระบบจองชื่อของ DBD ใส่ชื่อที่ต้องการได้หลายชื่อเรียงตามลำดับความชอบ นายทะเบียนมักพิจารณาภายในราว 1 วันทำการ ชื่อที่ผ่านจะสงวนไว้ให้ประมาณ 30 วัน — เช็กควบคู่ไปด้วยว่าชื่อนั้นยังมี ชื่อโดเมน ว่างอยู่ไหม เพราะการได้ชื่อบริษัทที่ไม่ตรงกับโดเมนที่ใช้ขายจริงจะสร้างความสับสนไปอีกหลายปี
- สมัครสมาชิกและยืนยันตัวตน ลงทะเบียนใช้งานระบบ e-Registration แล้วยืนยันตัวตนตามช่องทางที่กรมฯ กำหนด ผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคนต้องทำขั้นตอนนี้ให้เสร็จก่อน เพราะทุกคนต้องลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในภายหลัง — ในทางปฏิบัตินี่คือขั้นที่ทำให้เรื่องช้าที่สุด ถ้ามีหุ้นส่วนคนหนึ่งยังไม่ยอมยืนยันตัวตน ทุกอย่างหยุดรอ
- กรอกคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ระบุชื่อบริษัท ทุนจดทะเบียน จำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้น ที่ตั้งสำนักงาน วัตถุประสงค์ และรายชื่อผู้เริ่มก่อการ
- กรอกคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ระบุรายชื่อกรรมการ อำนาจกรรมการ (คนเดียวลงนามได้ หรือสองคนลงนามร่วม) ผู้ถือหุ้นและสัดส่วน ตราประทับถ้ามี และรอบระยะเวลาบัญชี ข้อดีของ e-Registration คือยื่นบริคณห์สนธิและจัดตั้งบริษัทพร้อมกันในคราวเดียวได้
- แนบเอกสารประกอบ อัปโหลดไฟล์ตามที่ระบบร้องขอ เช่น หลักฐานที่ตั้งสำนักงาน แผนที่ และหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
- ให้ทุกคนลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบจะส่งคำขอไปให้ผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนเข้ามาลงนามในบัญชีของตัวเอง
- ชำระค่าธรรมเนียมออนไลน์ ผ่านช่องทางที่ระบบรองรับ
- รอนายทะเบียนพิจารณา ถ้าข้อมูลครบถ้วนมักใช้เวลาไม่กี่วันทำการ ถ้ามีจุดต้องแก้ ระบบจะแจ้งกลับให้แก้แล้วส่งใหม่
- รับหนังสือรับรองและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ดาวน์โหลดได้จากระบบ พร้อมเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซึ่งใช้เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรได้เลย
ในกรณีที่ข้อมูลพร้อมทุกอย่างและทุกคนยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว ทั้งกระบวนการจบได้ในเวลาไม่กี่วัน สิ่งที่ทำให้ช้าเกือบทุกครั้งไม่ใช่ระบบ แต่เป็นการตัดสินใจที่ยังไม่นิ่ง — ชื่อบริษัท สัดส่วนหุ้น และอำนาจกรรมการ ควรตกลงกันให้จบก่อนเปิดคอมพิวเตอร์
ค่าใช้จ่ายจริง: วันจดเท่าไหร่ รายปีเท่าไหร่
ตัวเลขด้านล่างเป็นช่วงที่พบบ่อยในปี 2026 ค่าธรรมเนียมภาครัฐอ้างอิงตามอัตราที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด ส่วนค่าบริการเอกชนเป็นช่วงราคาตลาด ควรขอใบเสนอราคาจริงก่อนตัดสินใจ
| รายการ | ทำเอง | จ้างสำนักงานบัญชี/ที่ปรึกษา |
|---|---|---|
| ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ | ~500 บาท | ~500 บาท |
| ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด | ~5,000 บาท | ~5,000 บาท |
| ค่าหนังสือรับรอง/ใบสำคัญ/สำเนา | ~200–500 บาท | ~200–500 บาท |
| ค่าบริการดำเนินการ | 0 บาท | ~3,000–12,000 บาท |
| ตราประทับบริษัท (ถ้าต้องการ) | ~300–800 บาท | ~300–800 บาท |
| รวมวันจด (โดยประมาณ) | ~6,000–6,800 บาท | ~9,000–19,000 บาท |
ที่คนมองข้ามคือค่าใช้จ่าย หลัง วันจด ซึ่งเป็นตัวที่กำหนดว่าคุ้มหรือไม่คุ้มจริง ๆ
| รายการรายปี | ช่วงราคาโดยประมาณ |
|---|---|
| ค่าทำบัญชีรายเดือน | ~1,500–4,000 บาท/เดือน (~18,000–48,000 บาท/ปี) |
| ค่าสอบบัญชี (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) | ~6,000–20,000 บาท/ปี |
| ค่ายื่นงบการเงินและแบบภาษีต่าง ๆ | มักรวมอยู่ในค่าบัญชี |
| ค่าจดทะเบียน VAT (ถ้าเข้าเกณฑ์) | ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่ภาระเอกสารเพิ่ม |
รวมแล้ว ต้นทุนการมีบริษัทอยู่ที่ราว 25,000–70,000 บาทต่อปี ขึ้นกับปริมาณเอกสารและว่าจด VAT หรือไม่ นี่คือตัวเลขที่ต้องเอาไปเทียบกับภาษีที่ประหยัดได้และโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เทียบกับค่าธรรมเนียมวันจดอย่างเดียว
ข้อควรรู้อีกอย่าง: บริษัทจำกัดต้องปิดงบและมีผู้สอบบัญชีรับรอง ทุกปี แม้ปีนั้นจะไม่มีรายได้เลย บริษัทที่จดทิ้งไว้เฉย ๆ จึงไม่ได้ฟรี และถ้าไม่ยื่นงบจะมีค่าปรับสะสม
เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม (เช็กลิสต์)
เตรียมของพวกนี้ให้ครบก่อนเริ่มกรอก จะทำให้จบในนั่งเดียว
- ชื่อบริษัทที่ต้องการ 3 ชื่อ เรียงตามลำดับ พร้อมเช็กว่ายังไม่ซ้ำและโดเมนยังว่าง
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้เริ่มก่อการ ผู้ถือหุ้น และกรรมการทุกคน
- ที่ตั้งสำนักงาน พร้อมหลักฐานความเป็นเจ้าของหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จากเจ้าของ และแผนที่ตั้ง
- ทุนจดทะเบียน จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น และสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละคน
- วัตถุประสงค์ของบริษัท เลือกจากแบบมาตรฐานได้ แต่ควรตรวจให้ครอบคลุมสิ่งที่จะทำจริง เช่น ขายปลีก/ขายส่งผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นำเข้า-ส่งออก และรับจ้างทำการตลาดออนไลน์
- รายชื่อกรรมการและอำนาจการลงนาม
- รอบระยะเวลาบัญชี (นิยม 1 มกราคม–31 ธันวาคม)
- อีเมลและเบอร์โทรที่ใช้งานจริง ของทุกคนที่ต้องลงลายมือชื่อ
คำเตือนเรื่องที่อยู่: อย่าใช้ที่อยู่ที่คุณติดต่อไม่ได้จริง หนังสือจากสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งไปที่นั่น และถ้าจะจด VAT เจ้าหน้าที่อาจเข้าตรวจสถานประกอบการจริง การใช้ที่อยู่บ้านตัวเองเป็นเรื่องปกติและทำได้ แต่ต้องมีป้ายชื่อบริษัทและติดต่อได้จริง
จดเสร็จแล้วต้องทำอะไรต่อ
วันที่ได้หนังสือรับรองไม่ใช่เส้นชัย มันคือเส้นเริ่มต้นของหน้าที่รายเดือนและรายปี
ภายใน 30 วันแรก
- เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท และย้ายรายรับรายจ่ายของกิจการทั้งหมดมาที่บัญชีนี้ อย่าปนกับบัญชีส่วนตัวเด็ดขาด นี่คือสิ่งที่ประหยัดเวลาและค่าบัญชีได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว
- หาผู้ทำบัญชี ตกลงขอบเขตงานให้ชัดว่าใครออกใบกำกับภาษี ใครยื่นแบบ และต้องส่งเอกสารให้เขาวันไหนของเดือน
- ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม ภายใน 30 วันนับแต่มีลูกจ้าง
- จดทะเบียน VAT ถ้ารายได้เข้าเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือถ้าลูกค้าองค์กรต้องการใบกำกับภาษีก็จดโดยสมัครใจได้
- แจ้งเปลี่ยนชื่อผู้รับเงินในทุกช่องทาง ทั้งร้านค้ามาร์เก็ตเพลส payment gateway และผู้ให้บริการขนส่ง ให้เป็นชื่อนิติบุคคล
หน้าที่ประจำที่ต้องไม่ลืม
- ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3/53) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป — นิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษีเวลาจ่ายค่าบริการ เช่น ค่าเช่า ค่าจ้างทำของ ค่าโฆษณา
- ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนถ้าจด VAT
- ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และประจำปี (ภ.ง.ด.50) พร้อมงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรอง
- นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าผ่านระบบ DBD e-Filing ตามกำหนดหลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ
สิ่งที่ควรทำต่อทันทีในฝั่งการตลาด
- อัปเดตหน้าเว็บให้แสดงชื่อนิติบุคคลเต็ม เลขทะเบียน 13 หลัก ที่อยู่ และช่องทางติดต่อจริงในส่วนท้ายเว็บ
- ขอเครื่องหมาย DBD Registered มาแสดง
- อัปเดต Google Business Profile ให้ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ตรงกับข้อมูลจดทะเบียน ความสอดคล้องของข้อมูลชุดนี้ (NAP) มีผลกับอันดับในการค้นหาแบบท้องถิ่นโดยตรง
- เพิ่ม Organization schema บนเว็บ ระบุชื่อทางกฎหมาย ที่อยู่ และช่องทางติดต่อ เพื่อให้เครื่องมือค้นหาและระบบ AI เชื่อมโยงแบรนด์คุณกับองค์กรที่มีตัวตนจริง
บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด แบบไหนเหมาะกว่า
ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เป็นทางเลือกที่คนมองข้าม ทั้งที่เหมาะกับร้านออนไลน์เล็ก ๆ หลายราย
| ประเด็น | ห้างหุ้นส่วนจำกัด | บริษัทจำกัด |
|---|---|---|
| ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน | ~1,000 บาท | ~5,500 บาท |
| จำนวนคนขั้นต่ำ | 2 คน | 2 คน |
| ความรับผิด | หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด | จำกัดทุกคน |
| ผู้สอบบัญชี | ขนาดเล็กใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากรได้ ถูกกว่า | ต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต |
| ภาพลักษณ์ต่อลูกค้าองค์กร | ใช้ได้ แต่บริษัทดูน่าเชื่อถือกว่า | ดีที่สุด |
| การเพิ่มผู้ถือหุ้น/ระดมทุน | ยืดหยุ่นน้อย | ยืดหยุ่นสูง |
| อัตราภาษี | เท่ากับนิติบุคคล | เท่ากับนิติบุคคล |
สรุปแบบใช้งานได้จริง: ถ้าเป็นกิจการครอบครัวเล็ก ๆ ที่อยากได้ประโยชน์ทางภาษีของนิติบุคคลโดยจ่ายค่าดูแลน้อยที่สุด หจก. คุ้มกว่า แต่ถ้าคุณตั้งใจจะโต รับลูกค้าองค์กร มีหุ้นส่วนที่อาจเปลี่ยนแปลง หรือขายสินค้าที่มีความเสี่ยงเรื่องความรับผิด บริษัทจำกัด คุ้มค่าส่วนต่างหลักพันบาทอย่างไม่ต้องคิด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาจดทะเบียนบริษัทออนไลน์
- ตั้งทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาทโดยไม่จำเป็น หลุดสิทธิลดอัตราภาษี SME แลกกับความรู้สึกว่าดูใหญ่
- ระบุวัตถุประสงค์แคบเกินไป พอจะขยายไปทำอย่างอื่น เช่น รับจ้างทำการตลาดหรือส่งออก ต้องมาแก้ทะเบียนเพิ่มทีหลัง เสียเวลาและค่าธรรมเนียมอีกรอบ
- กำหนดอำนาจกรรมการผิด ตั้งให้ต้องลงนามร่วมสองคนทั้งที่หุ้นส่วนอีกคนอยู่คนละจังหวัด ทำให้เซ็นเอกสารทีต้องนัดกันทุกครั้ง
- ไม่แยกบัญชีธนาคาร สาเหตุอันดับหนึ่งที่ค่าทำบัญชีบานปลายและงบไม่ผ่าน
- ลืมว่าเงินบริษัทไม่ใช่เงินตัวเอง ถอนเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีเอกสาร กลายเป็นเงินให้กู้ยืมกรรมการที่ต้องคิดดอกเบี้ยและอธิบายกับสรรพากร
- จดแล้วปล่อยทิ้ง ไม่ยื่นงบ ไม่ยื่นแบบ จนมีค่าปรับสะสมและกรรมการมีความรับผิดส่วนตัว
- ใช้ชื่อบริษัทที่ไม่มีใครค้นหา ชื่อบริษัทกับชื่อแบรนด์ที่ลูกค้าเรียกไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ควรเชื่อมโยงกันได้ ไม่งั้นคุณจะสร้างแบรนด์สองแบรนด์พร้อมกันโดยไม่ตั้งใจ
- ไม่บอกนักบัญชีว่าขายผ่านช่องทางไหนบ้าง รายงานยอดจากมาร์เก็ตเพลสหักค่าธรรมเนียมไว้แล้ว ถ้าบันทึกยอดสุทธิแทนยอดเต็ม จะทำให้รายได้และค่าใช้จ่ายผิดทั้งคู่
จดบริษัทแล้วเกี่ยวอะไรกับเว็บไซต์และการมองเห็นบน Google
เกี่ยวมากกว่าที่คิด เพราะทั้งเครื่องมือค้นหาและระบบ AI ที่ตอบคำถามแทนผู้ใช้ ต่างพยายามยืนยันว่า “ธุรกิจนี้มีตัวตนจริงไหม”
เว็บของนิติบุคคลที่แสดงชื่อทางกฎหมาย เลขทะเบียน ที่อยู่ นโยบายคืนสินค้า และช่องทางติดต่อครบถ้วน จะได้เปรียบเว็บที่มีแค่เพจกับเบอร์มือถือ ทั้งในสายตาผู้ซื้อและในสัญญาณความน่าเชื่อถือที่อัลกอริทึมใช้ประเมิน โดยเฉพาะเว็บที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงิน ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ Google ตรวจสอบเข้มกว่าปกติ
นอกจากนี้ การเป็นนิติบุคคลยังปลดล็อกสิ่งที่ทำให้เว็บขายของทำงานได้เต็มที่ — เปิดรับบัตรเครดิตในนามบริษัทด้วยเรตที่ดีกว่า ออกใบกำกับภาษีอัตโนมัติจากหน้าเว็บ วางบิลลูกค้าองค์กร และเชื่อมระบบหลังบ้านกับบัญชีได้จริง ถ้ากำลังวางแผนย้ายยอดขายบางส่วนจากมาร์เก็ตเพลสมาที่ช่องทางของตัวเอง ลองอ่านการเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจภาคใต้ประกอบที่ E-commerce สำหรับธุรกิจภาคใต้
ที่ Southern Whale เราทำงานกับร้านค้าและธุรกิจ SME ทั่วภาคใต้ที่กำลังข้ามจากขายผ่านเพจไปสู่การเป็นธุรกิจเต็มตัว เราไม่ได้รับจดทะเบียนบริษัทให้ (เรื่องนั้นสำนักงานบัญชีที่ดีทำได้ดีกว่าเรา) แต่เรารับหน้าที่ต่อจากนั้น — สร้างเว็บที่โหลดเร็ว รองรับพร้อมเพย์และบัตรต่างประเทศ แสดงข้อมูลนิติบุคคลอย่างถูกต้องครบถ้วน และวางโครงสร้าง SEO ให้ลูกค้าหาเจอโดยไม่ต้องจ่ายค่าคลิกทุกครั้ง ถ้าอยากให้ประเมินว่าเว็บของคุณพร้อมรองรับการเติบโตหลังจดบริษัทแล้วหรือยัง ดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำเว็บไซต์
คำถามที่พบบ่อย
จดทะเบียนบริษัทออนไลน์เองได้จริงไหม ต้องจ้างไหม ทำเองได้จริงถ้าข้อมูลนิ่งและทุกคนยืนยันตัวตนพร้อม ประหยัดค่าบริการหลักหมื่น แต่ถ้ามีโครงสร้างผู้ถือหุ้นซับซ้อน มีชาวต่างชาติร่วมทุน หรือต้องขอใบอนุญาตเฉพาะทาง จ้างที่ปรึกษาคุ้มกว่า
ใช้เวลากี่วัน ถ้าเอกสารครบและไม่มีข้อแก้ไข มักจบได้ภายในไม่กี่วันทำการหลังยื่นครบทุกลายมือชื่อ ส่วนที่ช้าที่สุดมักเป็นขั้นยืนยันตัวตนของผู้เกี่ยวข้อง
ทุนจดทะเบียนต้องมีเงินจริงเท่านั้นไหม กฎหมายกำหนดให้ชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ส่วนที่เหลือเป็นหนี้ค่าหุ้นค้างชำระที่เรียกเก็บได้ภายหลัง จึงไม่ควรตั้งทุนสูงเกินความจำเป็น
คนเดียวจดบริษัทได้ไหม บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คนตามกฎหมายปัจจุบัน ถ้าอยากทำคนเดียวจริง ๆ ทางเลือกคือดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาไปก่อน
ขายของออนไลน์อย่างเดียว ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ด้วยไหมถ้ามีบริษัทแล้ว นิติบุคคลที่ขายสินค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ยังมีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานท้องถิ่นด้วย เป็นคนละรายการกับการจดตั้งบริษัท
จดบริษัทแล้วจะเสียภาษีน้อยลงเสมอไหม ไม่เสมอไป ถ้ากำไรยังน้อย ค่าบัญชีและค่าสอบบัญชีอาจแพงกว่าภาษีที่ประหยัดได้ จุดที่เริ่มคุ้มชัดคือเมื่อกำไรสุทธิเข้าใกล้หลักล้านบาทต่อปี หรือเมื่อคุณต้องการขายให้ลูกค้าองค์กร
เลิกบริษัททีหลังยากไหม ยากและช้ากว่าการจดตั้งพอสมควร ต้องจดทะเบียนเลิก ชำระบัญชี และปิดงบให้เรียบร้อย มีค่าใช้จ่ายและใช้เวลาหลายเดือน จึงควรจดเมื่อพร้อมจริง ไม่ใช่จดไว้ก่อน
สรุป
จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ผ่าน DBD e-Registration ทำให้ขั้นตอนที่เคยต้องลางานไปยื่นเอกสารกลายเป็นเรื่องที่ทำจากร้านตัวเองได้ ค่าธรรมเนียมภาครัฐอยู่ในหลักไม่กี่พันบาท และถ้าเตรียมข้อมูลพร้อมก็จบได้ในไม่กี่วัน
แต่คำถามที่สำคัญกว่า “จดยังไง” คือ “จดตอนไหน” คำตอบขึ้นอยู่กับตัวเลขของคุณเอง — กำไรสุทธิเข้าใกล้หลักล้านบาทต่อปีหรือยัง ต้นทุนจริงเกิน 60% ของรายได้ไหม มีลูกค้าองค์กรถามหาใบกำกับภาษีบ่อยแค่ไหน และคุณรับความเสี่ยงเรื่องความรับผิดไม่จำกัดไหวหรือเปล่า ถ้าตอบว่าใช่ตั้งแต่สองข้อขึ้นไป ค่าดูแลปีละไม่กี่หมื่นบาทถือว่าคุ้มมาก
ส่วนคนที่เพิ่งเริ่ม อย่ารีบ ไปพิสูจน์ก่อนว่าสินค้าขายได้จริงในนามบุคคลธรรมดา เก็บเอกสารต้นทุนให้ครบ แยกบัญชีธนาคารตั้งแต่วันแรก แล้ววันที่ตัวเลขบอกว่าถึงเวลา คุณจะจดบริษัทได้ในบ่ายวันเดียวโดยไม่ต้องย้อนกลับมาแก้อะไรเลย
