Skip to main content

กำลังโหลด...

Southern Whale
รับ SEO Audit ฟรี

Google Display Network (GDN) คืออะไร ใช้ตอนไหนคุ้ม ใช้ตอนไหนเผาเงิน (ฉบับปี 2026)

Paid Advertising
17 นาทีอ่าน

Google Display Network (GDN) คืออะไร ทำงานยังไง ใช้ตอนไหนคุ้มและตอนไหนคือเผาเงิน พร้อมขนาดแบนเนอร์ที่ต้องมี วิธี exclude ตำแหน่งขยะแอปเกม และวิธีวัดผลที่ถูกต้อง

แผนภาพ Google Display Network (GDN) แสดงแบนเนอร์โฆษณาหลายขนาดกระจายบนเว็บไซต์และแอป พร้อมรายการตำแหน่งที่ถูก exclude

รีสอร์ทแห่งหนึ่งแถวอ่าวนางโทรมาหาเราด้วยประโยคที่เราได้ยินบ่อยมาก — “ยิง Display มาสองเดือน คนเห็นสี่แสนกว่าครั้ง คลิกหมื่นกว่าครั้ง แต่ไม่มีใครจองสักห้อง GDN มันใช้ไม่ได้จริงใช่ไหม”

เราขอสิทธิ์เข้าไปดูบัญชี แล้วเปิดรายงาน “ตำแหน่งที่โฆษณาแสดง” ภายในสามนาทีก็เห็นคำตอบ: งบเกินครึ่งไหลไปอยู่ในแอปเกมทายคำศัพท์ แอปไฟฉาย และเว็บดูดวงที่ยัดแบนเนอร์ไว้ห้าจุดต่อหน้า คลิกส่วนใหญ่คือคนกดพลาดตอนจะปิดโฆษณา ไม่ใช่คนสนใจที่พักที่กระบี่

นี่ไม่ใช่กรณีพิเศษ แต่คือค่าเริ่มต้นของ Google Display Network ถ้าคุณไม่ไปตั้งค่าอะไรเลย — และมันคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่คนไทยจำนวนมากสรุปว่า “GDN ไม่เวิร์ก” ทั้งที่ปัญหาจริงอยู่ที่การตั้งค่าไม่ถึง 20 นาที

บทความนี้จะพาคุณดูตั้งแต่ GDN คืออะไร ใช้ตอนไหนถึงคุ้มจริง ใช้ตอนไหนคือการเผาเงินเปล่า ขนาดแบนเนอร์ที่ต้องเตรียม วิธีตัดตำแหน่งขยะออกทีละขั้น และวิธีวัดผลที่ไม่ทำให้คุณสรุปผิด

Google Display Network (GDN) คืออะไร

Google Display Network (GDN) คือ เครือข่ายพื้นที่โฆษณาของ Google ที่ครอบคลุมเว็บไซต์พันธมิตรกว่า 2 ล้านเว็บ แอปพลิเคชันมือถืออีกหลายล้านแอป รวมถึงพื้นที่ของ Google เองอย่าง Gmail, YouTube และ Discover โดยโฆษณาที่แสดงส่วนใหญ่เป็น แบนเนอร์ภาพ ไม่ใช่ข้อความบนหน้าผลค้นหา

พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด: Search Ads คือการไป “ยืนรอ” ตรงจุดที่ลูกค้าเดินมาหาเอง ส่วน GDN คือการเอาป้ายของคุณไปแขวนไว้ตามที่ต่าง ๆ ที่ลูกค้ากลุ่มนั้นน่าจะผ่าน ความต่างนี้สำคัญมาก เพราะมันกำหนดทุกอย่างตั้งแต่ความคาดหวัง วิธีเขียนข้อความ ไปจนถึงตัวเลขที่คุณควรใช้วัดผล

Google เรียกโมเดลนี้ว่าโฆษณาแบบ Push คือเราไปสะกิดคนที่ยังไม่ได้กำลังหาเรา ต่างจาก Pull ของ Search ที่คนพิมพ์หาเราเอง ใครที่ยังไม่แน่ใจว่าแคมเปญแต่ละประเภทของ Google ต่างกันตรงไหน แนะนำให้อ่าน คู่มือ Google Ads ฉบับเริ่มต้น ควบคู่ไปด้วย เพราะ GDN เป็นเพียงหนึ่งในหกประเภทแคมเปญที่คุณเลือกได้

สรุปสั้น: GDN = ระบบซื้อพื้นที่แบนเนอร์อัตโนมัติทั่วอินเทอร์เน็ต จ่ายถูกต่อการมองเห็น แต่คนที่เห็นยังไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไร

GDN ต่างจาก Search Ads อย่างไร

หลายคนเปิดแคมเปญ Display ด้วยความคาดหวังแบบเดียวกับ Search แล้วผิดหวัง ทั้งที่มันเป็นคนละเครื่องมือกันโดยสิ้นเชิง

ประเด็น Search Ads Google Display Network
ผู้ใช้กำลังทำอะไร ค้นหาสิ่งที่ต้องการอยู่ อ่านข่าว เล่นแอป ดูคลิป
Intent สูงมาก ต่ำถึงต่ำมาก (ยกเว้น Remarketing)
รูปแบบโฆษณา ข้อความ แบนเนอร์ภาพ / responsive
CPC เฉลี่ยในไทย ราว ~15-90 บาท ราว ~2-12 บาท
CTR ที่ถือว่าปกติ ~3-8% ~0.3-0.7%
หน้าที่หลัก ปิดการขาย สร้างการรับรู้ + ตามกลับ
วัดผลด้วย Conversion, CPA, ROAS Reach, Assisted Conversion, ยอด Search ที่เพิ่ม

ตัวเลขที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ CTR ของ Display ประมาณ 0.3-0.7% ถือว่าปกติดี ไม่ใช่แย่ ถ้าใครมาบอกว่า Display ของเขา CTR 3% ให้สงสัยไว้ก่อนว่าโฆษณาอาจไปแสดงในตำแหน่งที่คนกดพลาด ไม่ใช่ตำแหน่งที่คนสนใจจริง — CTR สูงผิดปกติบน GDN มักเป็นสัญญาณเตือน ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจ

ใช้ GDN ตอนไหนถึงคุ้ม

GDN ให้ผลตอบแทนดีจริงในสี่สถานการณ์นี้ ถ้าเคสของคุณไม่เข้าข่ายข้อใดเลย ให้เอางบไปลง Search ก่อนดีกว่า

1. Remarketing — จุดที่ GDN คุ้มที่สุดโดยไม่มีคู่แข่ง

นี่คือเหตุผลอันดับหนึ่งที่ควรใช้ GDN คนที่เคยเข้าเว็บคุณ ดูหน้าห้องพัก ดูราคา แล้วปิดไปโดยยังไม่จอง — คนกลุ่มนี้มี Intent สูงกว่าคนแปลกหน้าหลายเท่า การเอาแบนเนอร์ไปตามเตือนเขาในราคาไม่กี่บาทต่อคลิกคือดีลที่ดีมาก

ธุรกิจที่ลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจนาน — ที่พัก ทัวร์ คลินิก อสังหาฯ คอร์สเรียน งานรับเหมา — แทบทุกรายควรมีแคมเปญ Remarketing ทำงานอยู่ตลอดเวลา เพราะรอบการตัดสินใจของลูกค้ากินเวลา 7-30 วัน และคนส่วนใหญ่ไม่ได้จำชื่อเว็บคุณได้ตั้งแต่ครั้งแรก

2. เปิดตัวสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีใครค้นหา

ถ้าคุณเปิดวิลล่าใหม่ เปิดเส้นทางทัวร์ใหม่ หรือเปิดบริการที่ยังไม่มีคำค้นในตลาด Search Ads จะช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครพิมพ์หาสิ่งที่ยังไม่รู้ว่ามี กรณีนี้ Display ทำหน้าที่สร้างดีมานด์ต้นทางได้ดีกว่า

3. ธุรกิจที่ปริมาณการค้นหาน้อยเกินจะใช้งบหมด

ธุรกิจเฉพาะทางบางประเภทในภาคใต้มีคนค้นหาเดือนละไม่กี่ร้อยครั้ง ตั้งงบ Search ไว้วันละ 500 บาทก็ใช้ไม่หมด เพราะคำค้นมีจำกัด กรณีนี้การเติม Display เข้าไปช่วยขยายการรับรู้ได้ โดยที่ Search ยังทำหน้าที่เก็บคนพร้อมซื้อเหมือนเดิม

4. ตอกย้ำก่อนถึงฤดูกาลขาย

โรงแรมและทัวร์ภาคใต้รู้ดีว่าคนวางแผนเที่ยวไฮซีซั่นล่วงหน้า 1-3 เดือน การยิง Display ให้กลุ่มเป้าหมายเห็นชื่อคุณซ้ำ ๆ ในช่วงก่อนหน้านั้น แล้วค่อยเร่ง Search ตอนที่คนเริ่มค้นหาจริง เป็นจังหวะที่ได้ผลกว่าการทุ่มทุกบาทไปที่ Search เดือนเดียว

ใช้ GDN ตอนไหนคือการเผาเงิน

สำคัญพอ ๆ กับข้อข้างบน และเป็นส่วนที่เอเจนซีไม่ค่อยบอกลูกค้า

  1. หวังยอดขายตรงจากคนที่ไม่เคยรู้จักคุณ — ยิงแบนเนอร์ให้คนแปลกหน้าแล้วคาดว่าจะได้ออร์เดอร์ทันทีในสัปดาห์แรก คือความคาดหวังที่ผิดตั้งแต่ต้น
  2. งบน้อยมากและยังไม่ได้ทำ Search ให้ดีก่อน — ถ้าคุณมีงบเดือนละ 5,000-8,000 บาท เอาไปลง Search ทั้งหมดคุ้มกว่า เพราะเป็นการเก็บคนที่พร้อมซื้ออยู่แล้ว
  3. เว็บยังไม่พร้อมรับคน — โหลดช้า ไม่มีปุ่มติดต่อชัด ไม่มีหน้าราคา ยิง Display ก็แค่พาคนมาดูความไม่พร้อมของคุณเร็วขึ้น ควรแก้ หน้า Landing Page ให้แปลงยอดได้ก่อน
  4. ยังไม่ได้ติด Conversion Tracking — ยิงไปก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายได้แค่ตัวเลข Impression สวย ๆ ที่เอาไปทำอะไรต่อไม่ได้
  5. สินค้าราคาถูกและกำไรต่อชิ้นน้อย — ของราคา 150 บาท กำไร 40 บาท ต่อให้คลิกละ 5 บาท ก็ต้องแปลงเป็นลูกค้าได้ 1 ใน 8 คลิกถึงจะเสมอตัว ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้บน Display คนแปลกหน้า
  6. ไม่มีคนดูรายงานอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง — GDN คือแคมเปญที่ปล่อยทิ้งแล้วเงินรั่วเงียบ ๆ ได้มากที่สุด

ขนาดแบนเนอร์ที่ต้องมี

Google มีขนาดแบนเนอร์ให้เลือกหลายสิบขนาด แต่ในทางปฏิบัติมีไม่กี่ขนาดที่กินสัดส่วนการแสดงผลส่วนใหญ่ ถ้าคุณทำครบตามตารางนี้ ก็ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเครือข่ายแล้ว

ขนาด (px) ชื่อเรียก ใช้ตรงไหน ความสำคัญ
300 x 250 Medium Rectangle ในเนื้อหา / ข้างบทความ ต้องมี
336 x 280 Large Rectangle ในเนื้อหาบนเดสก์ท็อป ต้องมี
728 x 90 Leaderboard หัวหน้าเว็บบนเดสก์ท็อป ต้องมี
300 x 600 Half Page Sidebar เว็บข่าว ต้องมี
320 x 100 Large Mobile Banner มือถือ ต้องมี
320 x 50 Mobile Banner ท้ายจอมือถือ ควรมี
160 x 600 Wide Skyscraper Sidebar แนวตั้ง ควรมี
970 x 250 Billboard หัวเว็บใหญ่ มีก็ดี
250 x 250 Square พื้นที่แคบ มีก็ดี
200 x 200 Small Square แอปมือถือ มีก็ดี

ข้อกำหนดไฟล์ที่ต้องรู้: ไฟล์ภาพต้องไม่เกิน 150KB รองรับ JPG, PNG, GIF และ HTML5 ถ้าเป็นภาพเคลื่อนไหวความยาวไม่เกิน 30 วินาที ข้อจำกัด 150KB นี้เองที่ทำให้แบนเนอร์รูปถ่ายสวย ๆ ของรีสอร์ทมักออกมาแตก — ทางแก้คือใช้ภาพที่ครอปแน่น ไม่ยัดรายละเอียดเยอะ และบีบอัดให้ดีก่อนอัปโหลด

Responsive Display Ads — ทางลัดที่ควรใช้คู่กัน

ถ้าไม่มีทีมกราฟิก คุณสามารถใช้ Responsive Display Ads ซึ่งให้คุณอัปโหลดแค่ชิ้นส่วน แล้ว Google ประกอบร่างเป็นแบนเนอร์ให้เองตามพื้นที่ว่างของแต่ละเว็บ สิ่งที่ต้องเตรียม:

  • ภาพแนวนอน อัตราส่วน 1.91:1 — แนะนำ 1200 x 628 px
  • ภาพจัตุรัส อัตราส่วน 1:1 — แนะนำ 1200 x 1200 px
  • โลโก้จัตุรัส 1:1 — แนะนำ 1200 x 1200 px (ขั้นต่ำ 128 x 128)
  • โลโก้แนวนอน 4:1 — แนะนำ 1200 x 300 px
  • พาดหัวสั้น ไม่เกิน 30 ตัวอักษร ใส่ได้สูงสุด 5 ชุด
  • พาดหัวยาว ไม่เกิน 90 ตัวอักษร
  • คำบรรยาย ไม่เกิน 90 ตัวอักษร ใส่ได้สูงสุด 5 ชุด
  • ชื่อธุรกิจ ไม่เกิน 25 ตัวอักษร

ข้อควรระวังของภาษาไทยคือ 30 ตัวอักษรนั้นสั้นมาก “จองตรงกับรีสอร์ทรับส่วนลด 20%” ก็เกือบเต็มโควตาแล้ว ให้เขียนสั้นที่สุดเท่าที่ยังสื่อสารได้ และอย่าใส่ข้อความสำคัญลงไปในตัวภาพ เพราะเวลาระบบครอปภาพให้พอดีช่องแคบ ๆ ข้อความมักโดนตัดหาย

แนวทางที่เราใช้จริง: ทำ Responsive เป็นฐานเพื่อกวาดพื้นที่ให้กว้างที่สุด แล้วทำแบนเนอร์ขนาดคงที่ 5 ขนาดแรกในตารางเพิ่ม เพราะแบนเนอร์ที่ออกแบบเองมักคุมภาพลักษณ์แบรนด์ได้ดีกว่ามาก หลักการออกแบบให้คนกดจริง ๆ เราแยกเขียนไว้ใน คู่มือออกแบบแบนเนอร์ แล้ว

Exclude ตำแหน่งขยะ — เรื่องเดียวที่ชี้เป็นชี้ตายที่สุด

ถ้าคุณจะจำอะไรจากบทความนี้แค่หัวข้อเดียว ให้จำหัวข้อนี้ เพราะ ตำแหน่งขยะคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ GDN ดูเหมือนไม่ได้ผล ไม่ใช่ครีเอทีฟ ไม่ใช่ราคาประมูล

ปัญหาเกิดจากโครงสร้างของเครือข่ายเอง: เว็บและแอปหลายล้านแห่งเข้าร่วมได้ รวมถึงแอปเกมฟรีที่รายได้ทั้งหมดมาจากโฆษณา แอปพวกนี้วางแบนเนอร์ไว้ใกล้ปุ่ม “ปิด” หรือปุ่มเล่นต่อ ทำให้เกิดคลิกพลาดมหาศาล ระบบนับว่าเป็นคลิก คุณจ่ายเงิน แต่ในความจริงไม่มีใครสนใจโฆษณาคุณเลย

เช็กลิสต์ตัดตำแหน่งขยะ ทำครั้งเดียวก่อนเปิดแคมเปญ

  1. ปิดแอปมือถือทั้งหมดก่อน — ในระดับแคมเปญ ให้ไปที่ Placements แล้วเพิ่ม adsenseformobileapps.com เข้าไปในรายการยกเว้น นี่คือการตัดพื้นที่โฆษณาในแอปแบบเหมารวมด้วยบรรทัดเดียว สำหรับธุรกิจบริการและท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ควรทำตั้งแต่วันแรก
  2. ตั้ง Content Exclusions — ในหน้าตั้งค่าแคมเปญ เลือกยกเว้นเนื้อหาที่ไม่เหมาะกับแบรนด์ อย่างน้อยควรติ๊ก Parked domains (โดเมนเปล่าที่มีแต่โฆษณา) และ Games ถ้าลูกค้าคุณไม่ใช่เกมเมอร์ รวมถึงกลุ่มเนื้อหาละเอียดอ่อนต่าง ๆ
  3. ยกเว้นหมวดแอปทั้งหมวด — ถ้าจะเปิดให้แสดงบนแอปบ้าง ให้ยกเว้นหมวดที่คลิกพลาดเยอะที่สุดก่อน คือหมวดเกม เครื่องมือ/ยูทิลิตี้ และวอลเปเปอร์
  4. ปิด Optimized Targeting ในช่วงแรก — ระบบจะขยายกลุ่มเป้าหมายออกไปเองเกินสิ่งที่คุณเลือก ซึ่งช่วงเก็บข้อมูลแรกมันมักพาไปเจอทราฟฟิกคุณภาพต่ำ ค่อยเปิดทีหลังเมื่อมีข้อมูล Conversion แล้ว
  5. สร้าง Exclusion List ระดับบัญชี — ที่ Tools > Shared library > Exclusion lists ทำรายการกลางไว้หนึ่งชุด แล้วผูกกับทุกแคมเปญ Display จะได้ไม่ต้องมานั่งตัดซ้ำทุกครั้งที่เปิดแคมเปญใหม่
  6. ล็อกพื้นที่และภาษาให้แคบ — ยิงเฉพาะจังหวัดหรือกลุ่มประเทศที่เป็นลูกค้าจริง และเลือกภาษาให้ตรง อย่าเปิดทั้งโลกด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ

งานประจำสัปดาห์ที่ห้ามข้าม

เปิดรายงาน Where ads showed / ตำแหน่งที่แสดง ทุกสัปดาห์ เรียงตามค่าใช้จ่ายจากมากไปน้อย แล้วไล่ดู 30-50 อันดับแรก เจอชื่อไหนที่เข้าข่ายด้านล่างให้ตัดทิ้งทันที

  • ชื่อแอปหรือเกมที่ไม่มีทางเกี่ยวกับธุรกิจคุณ
  • เว็บที่ใช้เงินไปเกิน 3-5 เท่าของ CPA เป้าหมายแล้วยัง 0 Conversion
  • เว็บที่ CTR สูงผิดปกติ (เกิน 2-3% บน Display) แต่ Bounce Rate เกือบ 100% — สัญญาณคลาสสิกของคลิกพลาด
  • โดเมนที่เปิดเข้าไปดูแล้วเป็นหน้าเปล่ามีแต่โฆษณา

การกวาดแบบนี้ 4-6 สัปดาห์แรก มักลดงบที่รั่วออกไปได้อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ตัวเลขที่เหลือเริ่ม “อ่านได้จริง” เสียที ในเดือนที่ 2-3 รายการที่ต้องตัดจะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ จนใช้เวลาแค่ 10 นาทีต่อสัปดาห์

เลือกกลุ่มเป้าหมายบน GDN อย่างไรให้ตรง

หลังจากตัดตำแหน่งขยะแล้ว งานถัดไปคือเลือกว่าจะไปแสดงให้ใครดู GDN มีตัวเลือกเยอะจนสับสน จัดกลุ่มง่าย ๆ ได้ตามนี้

  • Remarketing / Your data — คนที่เคยเข้าเว็บหรือดูวิดีโอคุณ คุณภาพสูงสุดในบรรดาทั้งหมด ควรเป็นแคมเปญแรกเสมอ
  • Custom Segments — บอก Google ด้วยคำค้นหรือเว็บที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ เช่นใส่คำว่า “ที่พักเกาะลันตา” “ดำน้ำกระบี่” ระบบจะไปหาคนที่มีพฤติกรรมใกล้เคียง ตัวนี้แม่นกว่า Topics แบบเดิมมาก
  • In-market Segments — คนที่ Google ตีความว่ากำลังอยู่ในตลาดซื้อจริง เช่น “การท่องเที่ยว > ที่พักโรงแรม” ใช้ได้ผลพอสมควรกับธุรกิจท่องเที่ยว
  • Affinity Segments — ความสนใจระยะยาว กว้างมาก เหมาะกับงาน Awareness ล้วน ๆ เท่านั้น
  • Topics / Placements ที่เลือกเอง — เลือกเว็บหรือหมวดเนื้อหาเอง ควบคุมได้ดีแต่ปริมาณจำกัด เหมาะกับธุรกิจ B2B เฉพาะทาง

คำแนะนำที่ใช้ได้จริง: อย่าเอาทุกอย่างมากองในแคมเปญเดียว ให้แยกอย่างน้อยสองแคมเปญ — แคมเปญ Remarketing (งบส่วนใหญ่ ~60-70%) และแคมเปญหาคนใหม่ด้วย Custom Segment (~30-40%) แล้ววัดผลแยกกัน เพราะสองกลุ่มนี้มีต้นทุนต่อผลลัพธ์ต่างกันหลายเท่า ถ้ารวมไว้ด้วยกันตัวเลขจะถูกกลบจนอ่านไม่ออก

จัดแคมเปญ Remarketing ให้ไม่กวนใจลูกค้า

Remarketing ทำเงินได้ดี แต่ก็ทำให้แบรนด์ดูน่ารำคาญได้เร็วที่สุดเช่นกัน สิ่งที่ต้องตั้งค่าเพิ่ม

  1. แบ่งกลุ่มตามความสดของความสนใจ — คนที่เข้าเว็บภายใน 7 วัน ควรได้เห็นบ่อยกว่าและได้ข้อความที่เร่งกว่าคนที่เข้ามาเมื่อ 60 วันก่อน
  2. แยกตามหน้าที่ดู — คนที่ดูหน้าห้องพักดีลักซ์ ควรเห็นแบนเนอร์ห้องดีลักซ์ ไม่ใช่แบนเนอร์รวมของรีสอร์ท ยิ่งตรงยิ่งได้ผล
  3. ตั้ง Frequency Cap — จำกัดจำนวนครั้งที่คนหนึ่งเห็นโฆษณา แนะนำราว 3-5 ครั้งต่อวันเป็นจุดตั้งต้น เกินกว่านั้นคือกวนใจและเปลืองงบ
  4. ตัดคนที่ซื้อไปแล้วออก — สร้างกลุ่มยกเว้นสำหรับคนที่ถึงหน้า “ขอบคุณ” หรือหน้ายืนยันการจองแล้ว ไม่มีอะไรน่าเสียดายไปกว่าการจ่ายเงินตามหลอกหลอนลูกค้าที่จ่ายเงินคุณไปแล้ว
  5. กำหนดอายุสมาชิกกลุ่มให้เหมาะกับรอบตัดสินใจ — ที่พักและทัวร์ประมาณ 30-60 วันกำลังดี สินค้าราคาสูงอาจถึง 90-180 วัน

วัดผล GDN ให้ถูกวิธี

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่สรุปผิด แล้วปิดแคมเปญที่จริง ๆ แล้วกำลังทำงานอยู่

ปัญหาคือคนเอาไม้บรรทัดของ Search มาวัด Display ถ้าคุณดูแค่ Conversion แบบ Last Click คุณจะเห็นว่า Display แทบไม่สร้างอะไรเลย ทั้งที่ในความเป็นจริง Display มักทำหน้าที่ “จุดสัมผัสแรก” แล้วปล่อยให้ Search หรือช่องทางตรงเป็นคนปิดการขายและรับเครดิตไปเต็ม ๆ

ตัวเลขที่ควรดู แยกตามเป้าหมายแคมเปญ

เป้าหมายแคมเปญ ตัวชี้วัดหลัก ตัวชี้วัดรอง สิ่งที่ไม่ควรใช้ตัดสิน
Remarketing Conversion, CPA Assisted Conversion, Frequency CTR
Awareness Unique Reach, CPM, ยอด Branded Search Conversion Rate ของทราฟฟิกตรง CPA แบบ Last Click
หาลูกค้าใหม่ Assisted Conversion, CPA รวมทั้งบัญชี เวลาบนหน้า, หน้าต่อเซสชัน CTR, ราคาต่อคลิก

สามวิธีวัดที่ให้ภาพจริงกว่า

1. ดู Assisted Conversion ใน GA4 — เปิดรายงานเส้นทางการแปลง แล้วดูว่า Display อยู่ในเส้นทางของคนที่ซื้อกี่เปอร์เซ็นต์ แม้จะไม่ได้เป็นคลิกสุดท้ายก็ตาม ถ้ายังตั้งค่าไม่เป็น เริ่มจาก คู่มือติดตั้ง Google Analytics 4 ก่อน

2. เฝ้าดูยอดค้นหาชื่อแบรนด์ — ถ้า Display ทำงาน คนจะเริ่มพิมพ์ชื่อคุณค้นหาเพิ่มขึ้น ดูได้ฟรีจาก Search Console เทียบเดือนก่อนหน้า สัญญาณนี้ตรงไปตรงมาและปลอมไม่ได้

3. ทดสอบแบบปิด-เปิด (Holdout Test) — วิธีที่ซื่อสัตย์ที่สุด ปิดแคมเปญ Display ทั้งหมด 2-3 สัปดาห์ แล้วดูว่ายอดรวมของธุรกิจ ยอด Search แบรนด์ และยอดเข้าเว็บตรง ลดลงหรือไม่ ถ้าไม่ขยับเลย แปลว่าเงินก้อนนั้นคุณประหยัดได้จริง ถ้าลดลงชัดเจน แปลว่ามันทำงานอยู่โดยที่รายงาน Last Click ไม่เคยบอกคุณ

ข้อควรระวังเรื่อง View-through Conversion: Google จะรายงานตัวเลข “คนที่เห็นโฆษณาแล้วไม่คลิก แต่มาแปลงภายหลัง” ตัวเลขนี้มีประโยชน์ แต่มักถูกใช้เพื่อทำให้แคมเปญดูดีเกินจริง อย่ารวมเข้าไปในการคำนวณ ROAS ตรง ๆ ให้ดูแยกเป็นข้อมูลประกอบเท่านั้น เพราะการที่แบนเนอร์แว้บผ่านมุมจอไม่ได้แปลว่ามันเป็นเหตุให้เกิดการซื้อเสมอไป

งบประมาณและตัวเลขที่ควรตั้งความคาดหวัง

ตัวเลขต่อไปนี้เป็นกรอบประมาณการจากตลาดไทย ใช้เป็นจุดตั้งต้น ไม่ใช่ค่าคงที่ ธุรกิจของคุณอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ตามอุตสาหกรรมและฤดูกาล

  • CPM (ต้นทุนต่อการแสดง 1,000 ครั้ง) ราว ~15-70 บาท
  • CPC บน Display ราว ~2-12 บาท ถูกกว่า Search หลายเท่า
  • CTR ที่ถือว่าปกติ ราว ~0.3-0.7%
  • งบเริ่มต้นที่แนะนำ ~200-500 บาท/วันสำหรับแคมเปญ Remarketing ของ SME และควรรันต่อเนื่องอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ก่อนตัดสิน
  • สัดส่วนงบที่สมเหตุสมผล ให้ Display ราว ~15-30% ของงบโฆษณา Google ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออยู่กับ Search

ข้อสำคัญคือ อย่าเทียบ CPA ของ Display กับ Search แบบตัวต่อตัว เพราะสองอย่างทำคนละหน้าที่ในเส้นทางลูกค้า ถ้าคุณอยากรีดต้นทุนต่อลีดลงทั้งระบบ ให้มองภาพรวมทั้งบัญชีว่าต้นทุนต่อลีดโดยรวมลดลงหรือไม่ ไม่ใช่ดูแยกเป็นช่องทางใครช่องทางมัน

ตัวอย่างการวางแผนสำหรับธุรกิจภาคใต้

ลองดูสามโครงร่างที่ปรับใช้ได้ทันที

รีสอร์ทในกระบี่ งบ 15,000 บาท/เดือน แบ่งเป็น Search 10,000 บาทสำหรับคำค้นตรง เช่น “ที่พักอ่าวนาง ติดทะเล” และ Display 5,000 บาทสำหรับ Remarketing คนที่เคยดูหน้าห้องพักภายใน 30 วัน โดยตัดแอปมือถือทั้งหมด แบ่งแบนเนอร์เป็นสองชุด — ชุดสำหรับคนดูหน้าห้อง กับชุดสำหรับคนที่เข้าถึงหน้าจองแล้วไม่จบ พร้อมข้อเสนอ “จองตรงถูกกว่า OTA”

คลินิกความงามในหาดใหญ่ งบ 20,000 บาท/เดือน Search รับคำค้นบริการหลัก และ Display ทำ Remarketing แยกตามหัตถการที่คนดู เพราะคนที่ดูหน้าเลเซอร์กับคนที่ดูหน้าฟิลเลอร์ต้องการข้อมูลคนละแบบ ล็อกพื้นที่เฉพาะสงขลาและจังหวัดข้างเคียง ตั้ง Frequency Cap ต่ำหน่อยเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

บริษัททัวร์เกาะในสุราษฎร์ธานี ที่ขายลูกค้าต่างชาติ ใช้ Custom Segment จากคำค้นภาษาอังกฤษที่นักท่องเที่ยวใช้ ยิงเฉพาะประเทศต้นทางหลัก และเปิด Display ล่วงหน้า 60-90 วันก่อนไฮซีซั่นเพื่อสร้างการรับรู้ แล้วเร่งงบ Search ตอนที่คนเริ่มค้นหาจริง วิธีวางแผนโฆษณาเสียเงินทั้งระบบดูเพิ่มได้ที่ คู่มือยิงแอดสำหรับธุรกิจไทย

ที่ Southern Whale เราดูแลแคมเปญ Google Ads ให้ธุรกิจ SME ภาคใต้ ตั้งแต่วางโครงสร้างบัญชี ทำรายการ exclusion ของตำแหน่งขยะ ออกแบบชุดแบนเนอร์ครบขนาด ไปจนถึงตั้งระบบวัดผลที่บอกได้จริงว่าเงินแต่ละบาทไปทำอะไร ถ้าคุณเคยยิง Display แล้วรู้สึกว่าเงินหายไปเฉย ๆ ดูบริการ Google Ads ของเราได้ที่นี่ เรายินดีเปิดบัญชีดูให้ก่อนว่ารูรั่วอยู่ตรงไหน

8 ข้อผิดพลาดที่เจอซ้ำที่สุดกับ GDN

  1. ไม่เคยเปิดรายงานตำแหน่งที่แสดง — ข้อนี้ข้อเดียวอธิบายเคสที่พังส่วนใหญ่ได้
  2. รวม Search กับ Display ไว้ในแคมเปญเดียว — Google มีตัวเลือก “Display Network” ให้ติ๊กในแคมเปญ Search ซึ่งควรปิดเสมอ เพราะจะทำให้ตัวเลขปนกันจนอ่านไม่ออก และงบมักไหลไปทาง Display โดยไม่รู้ตัว
  3. ยิงหาคนใหม่ก่อนทำ Remarketing — เอาส่วนที่คุ้มที่สุดไว้ทีหลัง เป็นลำดับที่กลับด้าน
  4. ทำแบนเนอร์แค่ขนาดเดียว — เสียโอกาสแสดงผลไปมหาศาลเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่รองรับขนาดนั้น
  5. ไม่ตั้ง Frequency Cap — ลูกค้าเห็นวันละ 20 ครั้งจนรำคาญแบรนด์
  6. ตัดสินผลเร็วเกินไป — ดูสามวันแล้วปิด ทั้งที่ยังไม่ผ่านช่วงเรียนรู้ด้วยซ้ำ
  7. ใช้ CTR เป็นตัวชี้วัดหลัก — บน Display CTR สูงมักแปลว่าคลิกพลาด ไม่ใช่ความสำเร็จ
  8. ส่งคลิกทั้งหมดไปหน้าแรก — แบนเนอร์พูดเรื่องดำน้ำ แต่พาไปหน้าแรกที่มีทุกอย่าง คนก็หายไปภายในสามวินาที

คำถามที่พบบ่อย

GDN กับ Display Ads คืออันเดียวกันไหม? ใช่ในทางปฏิบัติ GDN คือชื่อเครือข่าย ส่วน Display Ads คือชื่อรูปแบบโฆษณาที่วิ่งอยู่บนเครือข่ายนั้น คนไทยมักใช้สลับกันไปมาโดยหมายถึงสิ่งเดียวกัน

เริ่มด้วยงบเท่าไรถึงพอ? ราว ~200-500 บาท/วันสำหรับ Remarketing ของธุรกิจ SME และควรรันต่อเนื่องอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ก่อนสรุป งบต่ำกว่านี้ระบบจะมีข้อมูลไม่พอเรียนรู้

ต้องมีเว็บไซต์ก่อนไหม? ต้องมี และควรเป็นเว็บที่โหลดเร็วและติด Tag เรียบร้อยแล้ว เพราะ Remarketing ต้องอาศัยข้อมูลคนที่เข้าเว็บ ถ้าไม่มีเว็บ คุณจะใช้ได้แค่ส่วนที่คุ้มน้อยที่สุดของ GDN

ทำไม CTR ต่ำมากแค่ 0.4%? นั่นคือค่าปกติของ Display ไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่ต้องดูคือคนที่คลิกเข้ามาแล้วทำอะไรต่อ ไม่ใช่จำนวนคนที่คลิก

GDN ยังจำเป็นไหมในเมื่อมี Performance Max แล้ว? ยังจำเป็นในหลายกรณี เพราะแคมเปญ Display แยกให้คุณควบคุมตำแหน่งและกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดกว่ามาก โดยเฉพาะงาน Remarketing ที่ต้องการความแม่นยำ

เจอแบนเนอร์ตัวเองในเว็บแปลก ๆ ต้องทำอย่างไร? คัดลอกชื่อโดเมนหรือชื่อแอปนั้น ไปใส่ในรายการยกเว้นระดับบัญชีทันที แล้วเช็กว่ามีตำแหน่งลักษณะเดียวกันอีกหรือไม่ในรายงานสัปดาห์นั้น

สรุป

Google Display Network ไม่ใช่เครื่องมือที่แย่ แต่เป็นเครื่องมือที่ค่าเริ่มต้นไม่ได้เข้าข้างคุณ ถ้าเปิดแล้วปล่อยตามค่าที่ระบบตั้งมาให้ เงินส่วนใหญ่มีโอกาสสูงที่จะไปจบในแอปเกมและเว็บที่ยัดโฆษณา แล้วคุณจะสรุปผิดว่า “GDN ใช้ไม่ได้”

สามอย่างที่เปลี่ยนผลลัพธ์ได้จริง: เริ่มจาก Remarketing ก่อนเสมอเพราะคุ้มที่สุด ตัดตำแหน่งขยะตั้งแต่วันแรกแล้วตรวจซ้ำทุกสัปดาห์ และวัดผลด้วยไม้บรรทัดของ Display ไม่ใช่ของ Search

ทำครบสามข้อนี้ GDN จะกลายเป็นส่วนเสริมที่ช่วยให้คนจำแบรนด์คุณได้และกลับมาปิดการขายผ่านช่องทางอื่น ในต้นทุนที่ถูกกว่าการไล่ซื้อคลิกบนหน้าค้นหาอย่างเดียวหลายเท่า

คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

Google Display Network (GDN), GDN คือ, Display Ads คือ, ขนาดแบนเนอร์ Google Ads, exclude placement GDN, remarketing google ads, GDN ไม่ได้ผล, วัดผล Display Ads

Paid Advertising

30 ตัวอย่าง Ad Copy ที่ขายได้ปี 2026 — Facebook, Google, TikTok สำหรับธุรกิจไทย | Southern Whale

Ad Copy ที่ขายได้ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ — แต่คือสูตรที่ทดสอบมาแล้ว — บทความนี้รวม 30 ตัวอย่างจริงข้ามแพลตฟอร์มที่คุณคัดลอกไปปรับใช้กับธุรกิจตัวเองได้ทันที

Paid Advertising

ยิงแอด Facebook 2026 — คู่มือ Meta Ads ครบจบสำหรับธุรกิจไทย + Template Campaign | Southern Whale

Facebook + Instagram มีผู้ใช้ไทย 50 ล้านคน — ถ้าธุรกิจคุณยังไม่ยิงแอด Meta คุณกำลังพลาดช่องทางขายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ บทความนี้สอนตั้งแต่ตั้ง Ads Manager ถึง Scale ROAS 5x

Paid Advertising

Google Ads คืออะไร + วิธีเริ่มยิงแอดปี 2026 (ฉบับมือใหม่ทำตามได้จริง) | Southern Whale

ไม่ต้องเป็นเอเจนซีก็ยิง Google Ads เองได้ — บทความนี้พาคุณเข้าใจตั้งแต่ Google Ads คืออะไร ไปจนถึงตั้งแคมเปญแรกและวัดผลให้คุ้มทุกบาท