Skip to main content

กำลังโหลด...

Southern Whale
รับ SEO Audit ฟรี
SEO Basics 16 นาทีอ่าน

Google Sitelinks คืออะไร? วิธีให้ Google สร้าง Sitelinks ให้เว็บคุณ ปี 2026 | Southern Whale

Google Sitelinks คือลิงก์ย่อยใต้ผลค้นหาหลักที่ Google สร้างอัตโนมัติ — เรียนรู้ประเภท Sitelinks, ปัจจัยที่ช่วยให้ได้ Sitelinks, วิธีลด Sitelink ที่ไม่ต้องการ พร้อมตัวอย่างเว็บไทย ปี 2026

Google Sitelinks คือลิงก์ย่อยใต้ผลค้นหาแบรนด์บนหน้า Google ปี 2026

ลองพิมพ์ชื่อแบรนด์ใหญ่ ๆ ลงใน Google ดูสักครั้ง เช่น “Lazada”, “ธนาคารกสิกรไทย” หรือ “การบินไทย” แล้วสังเกตผลลัพธ์อันดับหนึ่ง คุณจะเห็นว่ามันไม่ได้มีแค่ลิงก์เดียวกับคำอธิบายสั้น ๆ แต่ใต้ลิงก์หลักนั้นยังมีลิงก์ย่อยเรียงเป็นตาราง เช่น “เข้าสู่ระบบ”, “ติดตามพัสดุ”, “โปรโมชั่น”, “ติดต่อเรา” ให้คลิกได้ทันที

ลิงก์ย่อยพวกนี้เรียกว่า Google Sitelinks และมันคือหนึ่งในของที่เจ้าของเว็บอยากได้มากที่สุด เพราะมันกินพื้นที่บนหน้าผลค้นห​ามหาศาล ดูน่าเชื่อถือ และดูด click ได้ดีกว่าผลลัพธ์ธรรมดาหลายเท่า

แต่มีเจ้าของเว็บไทยจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่า Sitelinks เป็นสิ่งที่ “ตั้งค่า” หรือ “ขอ” จาก Google ได้โดยตรง ความจริงคือ Google สร้าง Sitelinks ให้แบบ อัตโนมัติทั้งหมด คุณควบคุมตรง ๆ ไม่ได้ — แต่ข่าวดีคือ คุณ “ช่วย” ให้มันเกิดขึ้นได้ และบทความนี้จะบอกวิธีแบบครบทุกมุม

Google Sitelinks คือ ชุดลิงก์ย่อยที่ Google แสดงเพิ่มเติมใต้ผลค้นหาหลัก (organic result อันดับหนึ่ง) ของเว็บไซต์หนึ่ง โดยลิงก์ย่อยเหล่านี้จะพาผู้ใช้ไปยังหน้าสำคัญ ๆ ภายในเว็บเดียวกันโดยตรง เช่น หน้าเข้าสู่ระบบ หน้าสินค้า หน้าติดต่อ หรือบทความยอดนิยม

พูดง่าย ๆ คือ แทนที่จะแสดงแค่ “ประตูหน้าบ้าน” (หน้าแรกของเว็บ) Google ช่วยเปิด “ประตูห้องต่าง ๆ” ในบ้านให้ผู้ค้นหาเห็นและเลือกเข้าได้ทันทีจากหน้าผลค้นหา

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจตั้งแต่แรก:

  • Sitelinks เป็นหนึ่งใน SERP Features ประเภทหนึ่ง (อ่านเพิ่มเรื่อง SERP Features ทั้ง 15 แบบ ได้ในบทความแยก)
  • Google สร้างให้อัตโนมัติด้วยอัลกอริทึม — ไม่มีปุ่ม “เปิด Sitelinks” ใน Search Console
  • มักปรากฏกับ การค้นหาแบบ branded (พิมพ์ชื่อแบรนด์/ชื่อเว็บ) มากกว่าคำค้นทั่วไป
  • เว็บที่ Google มองว่ามีโครงสร้างชัดเจนและมีอำนาจในชื่อแบรนด์นั้น ๆ มีโอกาสได้มากกว่า

ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “ขอ Sitelinks ยังไง” แต่เป็น “ทำเว็บยังไงให้ Google อยากสร้าง Sitelinks ให้”

หลายคนมอง Sitelinks เป็นแค่ “ของแถมหน้าตาดี” แต่จริง ๆ มันมีผลกับธุรกิจมากกว่านั้น โดยเฉพาะในปี 2026 ที่หน้า SERP แน่นไปด้วย AI Overview และ Features ต่าง ๆ จนพื้นที่ organic หายากขึ้นเรื่อย ๆ

1. กินพื้นที่บน SERP มหาศาล ผลค้นหาที่มี Sitelinks เต็มรูปแบบ (แบบ 6 ลิงก์ 2 คอลัมน์) อาจสูงเทียบเท่าผลลัพธ์ธรรมดา 3-4 อัน นั่นหมายถึงคู่แข่งถูกเบียดลงไปอยู่ล่างจอ

2. CTR สูงขึ้นชัดเจน จากข้อมูลในวงการ SEO ปี 2026 (เป็นค่าประมาณ ~) ผลค้นหาที่มี Sitelinks มักได้ CTR สูงกว่าแบบไม่มีราว ~20-40% เพราะผู้ใช้เจอ “ทางลัด” ไปหน้าที่ต้องการได้เลย

3. สร้างความน่าเชื่อถือทันที ในสายตาผู้ใช้ เว็บที่มี Sitelinks ดู “เป็นแบรนด์จริง” ดูใหญ่ ดูมั่นคงกว่าเว็บที่มีแค่ลิงก์เดียว — เป็น social proof แบบเงียบ ๆ

4. ลดขั้นตอนการเดินทางของลูกค้า ถ้าคนค้นหาแบรนด์คุณเพราะอยากเข้าหน้า “ติดตามคำสั่งซื้อ” Sitelinks พาเขาไปได้ในคลิกเดียว ลด friction ลดการ bounce

5. ป้องกันคู่แข่งแย่งคำค้นแบรนด์ เมื่อ Sitelinks ของคุณกินพื้นที่อันดับหนึ่งไปเยอะ พื้นที่สำหรับโฆษณาคู่แข่งหรือเว็บรีวิวที่อาจพูดถึงคุณในแง่ลบก็ถูกดันลงไป

Sitelinks ไม่ได้มีแบบเดียว Google ปรับรูปแบบตามบริบทการค้นหา เรามาดูประเภทหลัก ๆ ที่พบในปี 2026 กัน

นี่คือแบบที่คนนึกถึงมากที่สุด — ลิงก์ย่อย 2-6 รายการเรียงเป็นบล็อกใต้ผลค้นหาหลัก แต่ละลิงก์มักมีหัวข้อและบางครั้งมีคำอธิบายสั้น ๆ ด้วย มักปรากฏเมื่อค้นหาชื่อแบรนด์/ชื่อเว็บโดยตรง และเป็นสัญญาณว่า Google เข้าใจโครงสร้างเว็บคุณดีมาก

แบบนี้เป็นลิงก์ย่อยเล็ก ๆ เรียงในบรรทัดเดียวใต้คำอธิบาย มักมี 2-4 ลิงก์ พบได้ทั้งกับผลลัพธ์ที่ไม่ใช่อันดับหนึ่ง และกับคำค้นที่ไม่ใช่ branded ล้วน ๆ ถือเป็น Sitelinks เวอร์ชัน “เบา” ที่ Google ให้บ่อยกว่าและง่ายกว่าแบบเต็ม

เป็นช่องค้นหาเล็ก ๆ ที่ปรากฏใต้ผลค้นหาแบรนด์ ให้ผู้ใช้ค้นหา “ภายในเว็บคุณ” ได้เลยจากหน้า Google โดยตรง พบบ่อยกับเว็บใหญ่ที่มีระบบค้นหาภายในชัดเจน เช่นเว็บ e-commerce หรือเว็บข่าว

หมายเหตุสำคัญปี 2026: Google ได้ลดการแสดง Sitelinks Search Box ลงไปมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน หลายเว็บที่เคยมีก็หายไป แต่การฝัง SearchAction schema ยังเป็นแนวปฏิบัติที่ดีอยู่ เพราะช่วยให้ Google เข้าใจฟังก์ชันค้นหาของเว็บ และไม่เสียหายอะไรที่จะมี

สำหรับแบรนด์ใหญ่ บางครั้ง Sitelinks จะผูกกับ Knowledge Panel ทางขวาของจอ หรือปรากฏพร้อมข้อมูลแบรนด์ ซึ่งต้องอาศัยทั้ง brand authority และ structured data ที่แข็งแรง

ประเภท Sitelinksจำนวนลิงก์ทั่วไปมักเกิดเมื่อความยากในการได้
Organic แบบเต็ม2-6ค้นชื่อแบรนด์ตรง ๆยาก (ต้องมี brand authority)
One-line (inline)2-4คำค้นทั่วไป + brandedปานกลาง
Sitelinks Search Box1 ช่องค้นหาเว็บมีระบบค้นภายในชัดยาก + Google ลดการแสดง
ผูกกับ Knowledge Panelหลากหลายแบรนด์ที่ Google รู้จักดียากที่สุด

ความเข้าใจผิดข้อใหญ่: คุณสั่ง Google ตรง ๆ ไม่ได้

ขอย้ำเรื่องนี้อีกครั้งเพราะสำคัญมาก — คุณไม่สามารถบังคับหรือขอให้ Google สร้าง Sitelinks ได้โดยตรง ไม่มีไฟล์ที่อัปโหลด ไม่มีปุ่มใน Search Console ไม่มีแท็ก HTML วิเศษที่สั่งได้

เมื่อก่อน Google Search Console เคยมีฟีเจอร์ “Demote Sitelinks” ให้เจ้าของเว็บกดลดอันดับลิงก์ที่ไม่ต้องการได้ แต่ฟีเจอร์นั้น ถูกยกเลิกไปนานแล้ว ปัจจุบันไม่มีเครื่องมือควบคุม Sitelinks โดยตรงเหลืออยู่เลย

สิ่งที่คุณทำได้ทั้งหมดคือ “ส่งสัญญาณที่ดี” ให้อัลกอริทึม แล้วปล่อยให้ Google ตัดสินใจเอง ฟังดูเหมือนเสียเปรียบ แต่จริง ๆ แล้วปัจจัยที่ Google ใช้นั้นชัดเจนพอที่เราจะทำงานกับมันได้ — มาดูกันต่อ

นี่คือหัวใจของบทความ ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่ Google มองหา เมื่อตัดสินใจว่าจะสร้าง Sitelinks ให้เว็บไหน

1. โครงสร้างเว็บที่ชัดเจนและเป็นลำดับชั้น

Google สร้าง Sitelinks จากหน้าที่มันมองว่า “สำคัญที่สุด” ในเว็บ ถ้าโครงสร้างเว็บคุณมั่ว ทุกหน้าอยู่ระดับเดียวกันหมด Google ก็เลือกไม่ถูกว่าหน้าไหนควรเป็น Sitelink

โครงสร้างที่ดีควรเป็นแบบพีระมิด: หน้าแรก → หมวดหมู่หลัก → หน้าย่อย โดยมีเมนูนำทาง (navigation) ที่ชัดเจน เรื่องนี้สำคัญถึงขนาดที่เราเขียนแยกไว้ทั้งบทความ — อ่าน การวางโครงสร้างเว็บไซต์ (Website Architecture) เพื่อทำให้ถูกตั้งแต่ฐาน

2. Internal Linking ที่แข็งแรง

หน้าที่ถูกลิงก์ภายในบ่อย ๆ ด้วย anchor text ที่ชัดเจน คือหน้าที่ Google มองว่าสำคัญ และมีโอกาสกลายเป็น Sitelink สูง ลองมั่นใจว่า:

  • หน้าสำคัญถูกลิงก์จากเมนูหลัก หรือ footer ทุกหน้า
  • ใช้ anchor text ที่ตรงประเด็น เช่น “โปรโมชั่น” ไม่ใช่ “คลิกที่นี่”
  • ไม่มีหน้าสำคัญที่กลายเป็น “หน้ากำพร้า” (orphan page) ที่ไม่มีลิงก์ภายในชี้ไปเลย

3. ชื่อหน้าและ Title Tag ที่กระชับ ชัดเจน

Sitelinks มักดึงข้อความมาจาก Title tag หรือ anchor text ของหน้านั้น ถ้า Title ของคุณยาวเฟื้อยหรือซ้ำกันทุกหน้า Google จะแสดงเป็น Sitelink ได้ยาก ตั้ง Title ให้สั้น เฉพาะเจาะจง และไม่ซ้ำกัน เช่น “เกี่ยวกับเรา”, “บริการ SEO”, “ติดต่อ”

4. Brand Search Volume (มีคนค้นหาชื่อแบรนด์คุณ)

นี่คือปัจจัยที่หลายคนมองข้าม — Sitelinks แบบเต็มมักเกิดกับเว็บที่ มีคนค้นหาชื่อแบรนด์จริง ๆ ถ้าไม่มีใครพิมพ์ชื่อแบรนด์คุณเข้า Google เลย Google ก็ไม่มีบริบทพอจะสร้าง branded Sitelinks ให้

การสร้าง brand search ทำได้ผ่านการตลาดทุกช่องทาง: โซเชียล, โฆษณา, PR, การบอกต่อ ยิ่งคนรู้จักและค้นหาชื่อคุณมาก สัญญาณก็ยิ่งแรง

5. Structured Data / Schema Markup

แม้ Schema จะไม่ “การันตี” Sitelinks แต่มันช่วยให้ Google เข้าใจเว็บคุณดีขึ้นมาก โดยเฉพาะ:

  • Organization schema — บอก Google ว่าใครคือเจ้าของแบรนด์
  • WebSite schema + SearchAction — รองรับ Sitelinks Search Box
  • BreadcrumbList schema — ช่วย Google เข้าใจลำดับชั้นหน้าเว็บ

ถ้ายังไม่ได้ลง Schema เลย เริ่มจากบทความ Schema Markup ฉบับเว็บไทย พร้อมตัวอย่าง JSON-LD ได้เลย เป็นการลงทุนที่คุ้มทั้งเรื่อง Sitelinks และ Rich Result อื่น ๆ

6. ความน่าเชื่อถือโดยรวม (Authority) ของโดเมน

ท้ายที่สุด Sitelinks มักให้กับเว็บที่ Google เชื่อถือมากพอ ทั้งจาก backlink คุณภาพ เนื้อหาที่ดี และประวัติการเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ — นี่เป็นงาน SEO ระยะยาวที่ไม่มีทางลัด

บางครั้ง Google เลือกหน้าที่คุณไม่อยากให้โผล่เป็น Sitelink เช่น หน้าเก่าที่เลิกใช้ หน้านโยบาย หรือหน้าที่ไม่เหมาะกับการดึงดูดลูกค้า ในเมื่อปุ่ม “Demote” ถูกยกเลิกไปแล้ว เราต้องใช้วิธีทางอ้อม:

  1. ลดความสำคัญของหน้านั้นในโครงสร้าง — เอาออกจากเมนูหลัก ลดจำนวน internal link ที่ชี้ไป
  2. ปรับ internal linking ให้ชี้ไปหน้าที่ “อยาก” ให้เป็น Sitelink มากขึ้น — ดันหน้าที่ต้องการขึ้นมาแทน
  3. ใช้ noindex กับหน้าที่ไม่ควรอยู่ในผลค้นหาเลย (ระวัง: หน้านั้นจะหายจาก Google ทั้งหมด ไม่ใช่แค่จาก Sitelinks)
  4. ปรับ Title และเนื้อหา ของหน้านั้นให้ไม่ตรงกับ branded query เท่าหน้าอื่น
  5. รวมหรือ redirect หน้าซ้ำซ้อน — ถ้ามีหลายหน้าที่คล้ายกัน รวมเป็นหน้าเดียวที่แข็งแรง

ข้อควรระวัง: อย่าใช้ noindex แบบมือหนัก เพราะมันลบหน้าจากผลค้นหาทั้งหมด ไม่ใช่แค่จาก Sitelinks ถ้าหน้านั้นยังมีคุณค่า SEO อยู่ ให้ใช้วิธีปรับ internal linking แทนจะปลอดภัยกว่า

ความจริงคือ การ “ลด” Sitelink มักช้าและคุมยาก เพราะ Google ต้อง re-crawl และประเมินใหม่ ใจเย็น ๆ ทำสัญญาณให้ถูก แล้วรอผลเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน

Sitelinks แบบเต็มกับ branded search เป็นของคู่กันแทบจะตลอดเวลา เพราะ Google มองว่า เมื่อคนพิมพ์ “ชื่อแบรนด์” เข้ามา แปลว่าเขา “รู้จักและตั้งใจไปเว็บนี้อยู่แล้ว” หน้าที่ของ Google คือพาเขาไปยังส่วนที่ต้องการให้เร็วที่สุด — นั่นคือเหตุผลที่ Sitelinks เกิดกับ branded query มากเป็นพิเศษ

นี่นำไปสู่ข้อสรุปเชิงกลยุทธ์สำคัญ: ถ้าอยากได้ Sitelinks เต็มรูปแบบ คุณต้องสร้างแบรนด์ให้คนค้นหา การลงทุนใน SEO เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องควบคู่กับการสร้างการรับรู้แบรนด์ (brand awareness) ผ่านทุกช่องทาง

ลองทำสิ่งเหล่านี้เพื่อกระตุ้น branded search:

  • ใช้ชื่อแบรนด์ที่จดจำง่าย ไม่ซ้ำกับคำทั่วไปมากเกินไป (ชื่อที่ unique หา Sitelinks ได้ง่ายกว่า)
  • ทำคอนเทนต์โซเชียลให้คนจำชื่อแบรนด์และไปค้นต่อ
  • ใส่ชื่อแบรนด์ในโฆษณา offline/online อย่างสม่ำเสมอ
  • กระตุ้นรีวิวและการพูดถึง (mention) บนเว็บอื่น

เมื่อ branded search volume โตขึ้น คุณจะเห็นว่า Sitelinks ค่อย ๆ ปรากฏและเสถียรขึ้นเอง

ตัวอย่างเว็บไทยที่ทำได้ดี

เพื่อให้เห็นภาพชัด ลองสังเกตเว็บไทยที่มักได้ Sitelinks เต็มรูปแบบ (ลองค้นเองได้เลย):

  • เว็บ e-commerce ใหญ่ เช่น Lazada, Shopee — Sitelinks มักเป็น “เข้าสู่ระบบ”, “ติดตามพัสดุ”, “โปรโมชั่น”, “ขายของกับเรา” เพราะนี่คือหน้าที่คนค้นแบรนด์เข้ามาต้องการบ่อยที่สุด สังเกตว่า Google เลือก “หน้าที่มี intent ชัด” ไม่ใช่หน้าสุ่ม
  • เว็บธนาคาร เช่น กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์ — Sitelinks ชี้ไป “บริการ”, “อัตราแลกเปลี่ยน”, “สมัครงาน”, “ติดต่อ” สะท้อนโครงสร้างเว็บที่จัดหมวดหมู่ชัดเจน
  • เว็บมหาวิทยาลัย/หน่วยงานราชการ — มักได้ Sitelinks เพราะโครงสร้างเป็นลำดับชั้นแน่นและมี internal linking เป็นระบบ

ข้อสังเกตที่เป็นบทเรียนสำหรับ SME: เว็บเหล่านี้ไม่ได้ “ขอ” Sitelinks แต่ได้มาเพราะ (1) คนค้นชื่อแบรนด์เยอะ (2) โครงสร้างเว็บชัด (3) แต่ละหน้ามีจุดประสงค์เฉพาะ ถ้า SME ทำสามข้อนี้ได้ในสเกลของตัวเอง — เช่น ร้านอาหารที่มีหน้า “เมนู”, “จองโต๊ะ”, “สาขา”, “โปรโมชั่น” แยกชัด และมีคนค้นชื่อร้าน — ก็มีโอกาสได้ Sitelinks (อย่างน้อยแบบ one-line) เช่นกัน

คุณตรวจสอบและติดตามสถานะ Sitelinks ได้ด้วยเครื่องมือเหล่านี้:

  • Google Search Console — แม้จะคุม Sitelinks ตรง ๆ ไม่ได้ แต่ใช้ดูได้ว่าหน้าไหนได้ impression/click จาก branded query มากที่สุด ซึ่งมักเป็นหน้าที่มีโอกาสเป็น Sitelink
  • ค้นหาด้วยตัวเองแบบ incognito — วิธีง่ายและตรงที่สุด พิมพ์ชื่อแบรนด์ในโหมดไม่ระบุตัวตน ดูว่า Sitelinks ปัจจุบันเป็นแบบไหน
  • Rich Results Test / Schema Markup Validator — ตรวจว่า Organization, WebSite, BreadcrumbList schema ของคุณถูกต้อง
  • เครื่องมือ SEO อย่าง Ahrefs / SE Ranking — ดู branded keyword และติดตามว่าคู่แข่งได้ Sitelinks กับคำค้นไหน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

จากประสบการณ์ทำงานกับเว็บ SME ภาคใต้ เรามักเจอความเข้าใจผิดและความผิดพลาดเหล่านี้:

  1. คิดว่า Sitelinks ตั้งค่าได้ — เสียเวลาหาปุ่มที่ไม่มีอยู่จริง ทางที่ถูกคือทำสัญญาณให้ดีแล้วรอ
  2. โครงสร้างเว็บแบนราบ — ทุกหน้าอยู่ระดับเดียวกัน ไม่มีลำดับชั้น Google เลยเลือกหน้าเด่นไม่ได้
  3. Title ซ้ำกันทุกหน้า — เช่น ทุกหน้าใช้ “หน้าแรก | ชื่อร้าน” ทำให้ Google ดึงข้อความ Sitelink ที่ชัดเจนไม่ได้
  4. ไม่มี brand search เลย — ไม่มีใครค้นชื่อแบรนด์ ก็ไม่มีทางได้ branded Sitelinks
  5. ใจร้อน — เพิ่งปรับเว็บเมื่อวานแล้วหงุดหงิดว่าทำไมยังไม่มี Sitelinks — มันต้องใช้เวลาให้ Google re-crawl และประเมินใหม่ ปกติเป็นสัปดาห์ถึงเดือน
  6. ใช้ noindex มั่ว เพื่อจะลบ Sitelink ที่ไม่ชอบ แต่ดันทำหน้าหายจาก Google ทั้งหน้า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: ทำไมเว็บผมไม่มี Sitelinks เลย? ตอบ: สาเหตุที่พบบ่อยคือ เว็บยังใหม่/อำนาจน้อย, ไม่มีคนค้นชื่อแบรนด์, หรือโครงสร้างเว็บไม่ชัด ลองสร้าง brand awareness และจัดโครงสร้างเว็บให้เป็นลำดับชั้นก่อน

ถาม: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้ Sitelinks? ตอบ: ไม่มีตัวเลขแน่นอน ขึ้นกับว่า Google re-crawl และประเมินเว็บใหม่เมื่อไหร่ โดยทั่วไปนับเป็นสัปดาห์ถึงหลายเดือนหลังปรับปรุงเว็บ

ถาม: Schema markup ทำให้ได้ Sitelinks แน่นอนไหม? ตอบ: ไม่การันตี แต่ช่วยให้ Google เข้าใจเว็บดีขึ้นมาก ซึ่งเพิ่มโอกาสทางอ้อม โดยเฉพาะ Organization และ WebSite schema

ถาม: Sitelinks Search Box ยังมีอยู่ไหมในปี 2026? ตอบ: ยังมี แต่ Google ลดการแสดงลงมากเมื่อเทียบกับอดีต อย่างไรก็ตามการฝัง SearchAction schema ยังเป็นแนวปฏิบัติที่ดีและไม่เสียหาย

ถาม: ลบ Sitelink ที่ไม่ต้องการได้ไหม? ตอบ: ไม่มีปุ่มลบโดยตรงแล้ว ต้องใช้วิธีทางอ้อม เช่น ลดความสำคัญของหน้านั้นในโครงสร้างและ internal linking หรือ noindex (ระวังผลข้างเคียง)

สรุป

Google Sitelinks คือ ลิงก์ย่อยที่ Google สร้างให้อัตโนมัติใต้ผลค้นหาหลัก เพื่อพาผู้ใช้ไปยังหน้าสำคัญในเว็บได้เร็วขึ้น มันกินพื้นที่ SERP เยอะ เพิ่ม CTR และสร้างความน่าเชื่อถือ — แต่คุณสั่งให้ Google สร้างตรง ๆ ไม่ได้

สิ่งที่คุณทำได้คือส่ง “สัญญาณที่ดี”: โครงสร้างเว็บชัดเป็นลำดับชั้น, internal linking แข็งแรง, Title กระชับไม่ซ้ำ, ลง Schema ให้ถูก และที่สำคัญที่สุดคือสร้างแบรนด์ให้คนค้นหาชื่อคุณ เมื่อสัญญาณพร้อม Google จะค่อย ๆ สร้าง Sitelinks ให้เอง ส่วนการลด Sitelink ที่ไม่ต้องการก็ทำได้ทางอ้อมผ่านการปรับโครงสร้างและ internal link

ที่ Southern Whale เราช่วยธุรกิจ SME ภาคใต้วางโครงสร้างเว็บ จัด internal linking ลง Schema และทำ SEO แบบ white-hat ที่ส่งสัญญาณถูกต้องให้ Google จนได้ทั้งอันดับและ SERP Features อย่าง Sitelinks อย่างยั่งยืน — ถ้าอยากให้เว็บแบรนด์คุณดูใหญ่และน่าเชื่อถือบนหน้า Google ดูรายละเอียด บริการ SEO ของเรา ได้เลย เรายินดีประเมินเว็บคุณให้ฟรีก่อนเริ่มงานเสมอ

คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

google sitelinks คือ, sitelinks คืออะไร, google sitelinks, sitelinks search box, วิธีให้ได้ sitelinks, branded search, ลด sitelink

บทความที่เกี่ยวข้อง

SEO Basics

SERP คืออะไร? SERP Features 15 แบบที่ครองหน้า Google ปี 2026 + วิธี Win Featured Snippet | Southern Whale

SERP ในปี 2026 ไม่ใช่แค่ 10 blue links อีกต่อไป — มี 15+ Features ที่กิน real estate มากกว่า organic result บทความนี้สอนวิธีครอง Featured Snippet, AI Overview และ Local Pack แบบ step-by-step

SEO Basics

Search Term คืออะไร? ต่างจาก Keyword ยังไง? คู่มือ Search Query Analysis 2026 | Southern Whale

หลายคนใช้ Search Term กับ Keyword สลับกันแบบไม่รู้ตัว — แต่ในงาน SEO/Ads สองคำนี้ต่างกันสิ้นเชิง บทความนี้เคลียร์ทุกความสับสน + สอน analyze จริง

SEO Basics

SEO คืออะไร? คู่มือ SEO ฉบับสมบูรณ์ปี 2026 — On-Page, Off-Page, Technical, Local + AI SEO ครบจบในที่เดียว | Southern Whale

SEO ไม่ใช่แค่การยัดคีย์เวิร์ดในหน้าเว็บ — ในปี 2026 SEO คือศาสตร์ครบวงจรที่ผสม Content, Technical, Authority และ AI Optimization บทความนี้สรุปทุกอย่างที่คุณต้องรู้แบบไม่มี Fluff