On-Page SEO คือ การปรับทุกอย่างที่อยู่บนหน้าเว็บ ให้ Google เข้าใจว่าหน้านี้ตอบคำค้นอะไร และให้คนอยากคลิกเข้ามาอ่าน ได้แก่ Title, Meta Description, Heading, เนื้อหา, รูปและ Alt Text, Internal Link และ Schema ต่างจาก Technical SEO ที่ดูแลโครงสร้างเบื้องหลัง และ Off-Page ที่เป็นเรื่องลิงก์จากเว็บอื่น
On-Page เป็นส่วนที่เจ้าของเว็บควบคุมได้เต็มที่และเห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว เพราะแก้เสร็จแล้ว Google crawl ใหม่ก็เห็นทันที บทความนี้คือ Checklist 23 ข้อที่เราใช้ไล่ทีละหน้า พร้อมตัวอย่างก่อน-หลังแก้แบบธุรกิจในภาคใต้
ก่อนเริ่ม ให้แน่ใจว่าหน้าที่จะแก้ถูก Google index แล้ว ถ้ายังไม่ index ปัญหาอยู่ที่ฝั่ง Technical ให้ดู Technical SEO Checklist 30 ข้อ ก่อน หรือถ้าอยากเข้าใจภาพรวมแบบไม่ลงโค้ด อ่าน Technical SEO คืออะไร สำหรับเจ้าของธุรกิจ
On-Page, Technical และ Off-Page SEO ต่างกันยังไง
| On-Page SEO | Technical SEO | Off-Page SEO | |
|---|---|---|---|
| ดูแลอะไร | เนื้อหาและองค์ประกอบบนหน้า | โครงสร้าง ความเร็ว การ index | ลิงก์และการถูกพูดถึงจากภายนอก |
| ตัวอย่าง | Title, H1, เนื้อหา, Alt Text, Internal Link | robots.txt, canonical, Core Web Vitals, HTTPS | Backlink, รีวิว, การถูกอ้างถึง |
| ใครทำ | คนเขียนเนื้อหา, SEO | Developer, SEO | SEO, PR, การตลาด |
ทั้งสามส่วนต้องทำคู่กัน แต่ลำดับที่คุ้มที่สุดสำหรับเว็บธุรกิจส่วนใหญ่คือ Technical ให้ผ่านขั้นต่ำ แล้ว On-Page ให้ทุกหน้าสำคัญตอบคำค้นได้ตรง จากนั้นค่อยลงแรงกับ Off-Page และ Backlink
จุดที่เจอพลาดบ่อยที่สุดในงาน Audit
เวลาเปิด Search Console ของเว็บธุรกิจที่มาให้ตรวจ รูปแบบที่เจอซ้ำคือ หน้ามี impression (คนเห็นในผลค้นหา) ไม่น้อย แต่คลิกน้อยและอันดับค้างอยู่หน้า 2-3 พอเปิดดูหน้านั้นมักเจอเรื่องเดิม ๆ:
- Title ขึ้นต้นด้วยชื่อแบรนด์หรือ “Welcome to…” แทนสิ่งที่ลูกค้าค้น เช่นหน้าห้องพักครอบครัวของโรงแรมในป่าตองที่ title เป็นชื่อโรงแรมอย่างเดียว
- ไม่ได้เขียน Meta Description ปล่อยให้ Google ดึงข้อความเมนูหรือ footer ไปแสดงแทน
- H1 เป็นคำว่า “Home” หรือ “Welcome” หรือหน้ารายละเอียดห้อง วิลล่า ทัวร์ ทุกหน้ามี title และ H1 ซ้ำกัน
- เนื้อหาไม่ตอบสิ่งที่คนค้น เช่นหน้าทัวร์เกาะพีพีที่มีแต่รูป ไม่มีราคาเริ่มต้น เวลารับส่ง หรือสิ่งที่รวมในแพ็กเกจ
- ลิงก์ภายในใช้คำว่า “คลิกที่นี่” หรือ “อ่านเพิ่ม” Google ไม่รู้ว่าปลายทางเกี่ยวกับอะไร
- รูปไม่มี Alt Text หรือชื่อไฟล์เป็น
IMG_4837.jpg - ไม่มี Schema ทั้งที่เป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือคลินิกที่มีข้อมูลชัดเจน
ข่าวดีคือทุกข้อแก้ได้เองโดยไม่ต้องเขียนโค้ด และเป็นจุดที่ Checklist ด้านล่างครอบคลุมทั้งหมด
ทำไมปลั๊กอิน SEO ไฟเขียวครบ แต่อันดับไม่ขึ้น
ไฟเขียวของ Yoast หรือ Rank Math วัดความครบของรูปแบบ ไม่ได้วัดความตรงใจคนค้น ปลั๊กอินเช็กว่ามี keyword ใน title ไหม meta ยาวพอไหม แต่ไม่รู้ว่าคนที่ค้นคำนั้นอยากได้ราคา อยากได้รีวิว หรืออยากได้วิธีทำ หน้าที่ไฟเขียวครบแต่ตอบผิด intent ก็ไม่ขึ้น
Keyword ภาษาไทยมีหลายแบบ คนไทยพิมพ์ทั้ง “รีสอร์ทกระบี่” “รีสอร์ท กระบี่” “ที่พักกระบี่ติดทะเล” และพิมพ์เป็นคำถามแบบพูด เช่น “ไปเกาะพีพีเที่ยวไหนดี” ปลั๊กอินมักบังคับให้ใส่ focus keyword ตรงตัว ทำให้ประโยคแข็งจนอ่านไม่รู้เรื่อง ทางที่ดีกว่าคือใช้คำหลักในจุดสำคัญ แล้วเขียนส่วนที่เหลือเป็นภาษาคนพร้อมคำที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาที่ AI เขียนทั้งหมดโดยไม่มีคนเติมประสบการณ์จริง Google ไม่ได้ลงโทษเพราะใช้ AI แต่ระบบจัดอันดับให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่ช่วยคนอ่านได้จริง และมีนโยบายต่อต้านการผลิตเนื้อหาจำนวนมากแบบไม่มีคุณค่า (scaled content abuse) ตั้งแต่มีนาคม 2024 เนื้อหาที่ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีตัวอย่างจริง จึงสู้หน้าที่เขียนจากประสบการณ์ไม่ได้ อ่านต่อที่ E-E-A-T คืออะไร
เริ่มจากคำค้นและ Search Intent
ก่อนแก้ title หรือเนื้อหา ต้องรู้ก่อนว่าหน้านี้จะตอบคำค้นอะไร หนึ่งหน้าควรมีคำค้นหลักหนึ่งกลุ่ม ถ้าสองหน้าเล็งคำเดียวกัน มักแย่งกันเองจนไม่ขึ้นทั้งคู่
วิธีที่ใช้ได้เร็ว:
- พิมพ์คำค้นหลักใน Google (โหมดไม่ระบุตัวตน) ดู 10 อันดับแรก
- สังเกตว่าเป็นหน้าแบบไหน: บทความอธิบาย, หน้าบริการ, หน้าสินค้า, หรือรายการเปรียบเทียบ
- ดูว่ามีอะไรที่ทุกหน้ามี เช่นราคา ตาราง ขั้นตอน แผนที่ แล้วถามว่าหน้าเรามีครบไหม และมีอะไรที่ดีกว่า
- ดูช่อง “คนอื่นถามด้วย” (People also ask) เป็นไอเดียหัวข้อย่อยหรือ FAQ
ตัวอย่าง: คำว่า “ทัวร์เกาะพีพี” ผลค้นหาเต็มไปด้วยหน้าแพ็กเกจที่มีราคาและปุ่มจอง ถ้าคุณพยายามดันบทความ “ประวัติเกาะพีพี” ขึ้นคำนี้ ยังไงก็ยาก เพราะ intent คือการซื้อ ไม่ใช่การอ่าน อ่านวิธีแยก intent แบบละเอียดที่ Search Intent คืออะไร
Checklist On-Page SEO 23 ข้อ
แบ่งเป็น 7 หมวด ใช้ไล่ทีละหน้า เริ่มจากหน้าที่สร้างรายได้ก่อน เช่นหน้าบริการ หน้าห้องพัก หน้าแพ็กเกจ
Title Tag (3 ข้อ)
Title คือข้อความที่มักขึ้นเป็นหัวข้อสีน้ำเงินในผลค้นหา Google เรียกส่วนนี้ว่า title link และอาจเขียนใหม่เองถ้า title ไม่ตรงกับเนื้อหา ยาวเกิน หรือซ้ำกับหน้าอื่น
1. คำค้นหลักอยู่ช่วงต้นของ title
- ก่อนแก้:
Welcome to Andaman Pearl Resort - หลังแก้:
รีสอร์ทกระบี่ติดทะเล ห้องครอบครัว สระส่วนตัว | Andaman Pearl
2. ยาวพอให้ไม่ถูกตัด Google ตัดตามความกว้างพิกเซล (ราว 600px บน desktop) ไม่ใช่จำนวนตัวอักษร ภาษาไทยมีสระบนล่างทำให้นับยาก ให้ดูจากเครื่องมือพรีวิว SERP หรือดูในผลค้นหาจริงหลังแก้ ส่วนสำคัญต้องอยู่ช่วงต้นเผื่อถูกตัด
3. ไม่ซ้ำกันทุกหน้า หน้าวิลล่า 8 หลังที่ใช้ title เดียวกันหมด ให้ใส่สิ่งที่ต่างกัน เช่นจำนวนห้องนอน วิว หรือโซน
รายละเอียดสูตรเขียน title อยู่ใน Title Tag คืออะไร เขียนยังไงให้คนคลิก
Meta Description (2 ข้อ)
Meta Description ไม่ใช่ปัจจัยอันดับ แต่มีผลต่อการตัดสินใจคลิก Google ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง และมักดึงข้อความในหน้ามาแทนถ้าตรงกับคำค้นมากกว่า ถึงอย่างนั้นการเขียนเองก็ยังดีกว่าปล่อยว่าง
4. หน้าสำคัญต้องมี meta description ที่เขียนเอง และไม่ซ้ำกัน
5. บอกว่าคลิกแล้วได้อะไร ใส่ข้อเท็จจริงเฉพาะของหน้านั้น และชวนให้ทำอะไรต่อ
- ก่อนแก้: (ไม่มี Google ดึงข้อความ “Home About Rooms Contact” มาแสดง)
- หลังแก้:
ห้องพักครอบครัวริมหาดอ่าวนาง 2 ห้องนอน มีสระส่วนตัวและรถรับส่งสนามบิน ดูราคาและวันว่างได้ทันที
อ่านเพิ่มที่ Meta Description เขียนยังไงให้คนคลิก
H1 และ Heading (4 ข้อ)
6. มี H1 ที่บอกชัดว่าหน้านี้คืออะไร หนึ่งหน้าใช้ H1 เดียวจะชัดที่สุด ไม่ใช่ “Home” หรือ “Welcome”
7. H1 มีคำค้นหลักหรือความหมายเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือน title ทุกตัวอักษร เช่น title เน้นคำค้น ส่วน H1 เขียนเป็นภาษาที่อ่านลื่นกว่าได้
8. H2/H3 แบ่งเนื้อหาตามคำถามที่คนสงสัย เช่นหน้าคลินิกทันตกรรม: “ราคาจัดฟันเริ่มต้น” “ใช้เวลากี่เดือน” “ต้องเตรียมตัวยังไง” ทั้งช่วยคนอ่านแบบสแกน และช่วยให้ Google กับ AI ดึงคำตอบไปแสดง
9. ลำดับหัวข้อเป็นระเบียบ H2 เป็นหัวข้อใหญ่ H3 เป็นหัวข้อย่อยภายใน ไม่ได้ใช้ heading เพื่อทำตัวหนังสือใหญ่ ข้อนี้สำคัญกับคนใช้ screen reader ด้วย อ่านต่อที่ Heading Tags H1-H6
เนื้อหา (5 ข้อ)
10. ตอบคำถามหลักตั้งแต่ย่อหน้าแรก คนส่วนใหญ่อ่านแค่ช่วงบน ถ้าคำค้นคือ “ราคา” ให้ราคาเริ่มต้นอยู่ช่วงต้น ไม่ใช่ซ่อนไว้ล่างสุด
11. ความยาวตามที่หัวข้อต้องการ ไม่ใช่ตามจำนวนคำที่ตั้งไว้ Google ไม่มีเกณฑ์จำนวนคำ หน้าบริการที่ตอบครบใน 600 คำดีกว่าบทความ 3,000 คำที่วนซ้ำ ใช้หน้าที่ติดอันดับอยู่เป็นตัวเทียบว่าหัวข้อนี้ต้องลึกแค่ไหน
12. ใช้คำค้นหลักอย่างเป็นธรรมชาติ ในย่อหน้าแรก ใน heading บางตัว และในเนื้อหาตามที่ประโยคต้องการ ไม่ต้องนับจำนวนครั้ง ถ้าอ่านออกเสียงแล้วรู้สึกว่าซ้ำเกิน แปลว่าเกิน
13. ครอบคลุมเรื่องที่เกี่ยวข้อง หน้ารับทำเว็บโรงแรมควรพูดถึงระบบจอง หลายภาษา ความเร็วบนมือถือ เพราะเป็นสิ่งที่คนค้นคำนี้อยากรู้ Google เข้าใจหัวข้อจากบริบทและ entity ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่จากคำเดิมซ้ำ ๆ
14. มีสิ่งที่หน้าอื่นไม่มี เช่นรูปจริงจากหน้างาน ราคาจริง ขั้นตอนที่ทำจริง ความเห็นจากประสบการณ์ นี่คือส่วนที่ทำให้หน้าเด่นกว่าคู่แข่งในยุคที่เนื้อหาทั่วไปมีล้นตลาด อ่านวิธีเขียนเพิ่มที่ เขียนบทความ SEO
Internal Link (3 ข้อ)
15. ทุกหน้าสำคัญมีลิงก์เข้าจากหน้าที่เกี่ยวข้อง หน้าที่ไม่มีลิงก์เข้าเลย Google มองว่าไม่สำคัญ บทความเรื่องเที่ยวกระบี่ควรลิงก์ไปหน้าห้องพัก หน้าบริการควรลิงก์ไปเคสที่เกี่ยวข้อง
16. Anchor text บอกว่าปลายทางคืออะไร
- ก่อนแก้:
ดูรายละเอียดห้องพักครอบครัว คลิกที่นี่ - หลังแก้:
ดู[ห้องพักครอบครัว 2 ห้องนอนพร้อมสระส่วนตัว](...)
17. ไม่ยัดลิงก์ทุกบรรทัด ใส่เฉพาะที่คนอ่านน่าจะอยากไปต่อจริง ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ถ้าทุกประโยคมีลิงก์ คนอ่านจะไม่กดสักอัน อ่านต่อที่ Internal Link กับ SEO
รูปภาพ (3 ข้อ)
18. Alt Text อธิบายสิ่งที่อยู่ในรูปจริง Alt Text ใช้กับคนที่มองไม่เห็นรูปและช่วย Google เข้าใจรูป อย่ายัดคำค้น
- ไม่ดี:
alt="รีสอร์ทกระบี่ รีสอร์ทกระบี่ราคาถูก รีสอร์ทกระบี่ติดทะเล" - ดี:
alt="ห้องพักครอบครัวมีสระว่ายน้ำส่วนตัว มองเห็นทะเลอ่าวนาง"
รูปตกแต่งที่ไม่มีความหมายใส่ alt="" ได้ อ่านต่อที่ Alt Text คืออะไร
19. ชื่อไฟล์อ่านออก krabi-family-pool-villa.webp ไม่ใช่ IMG_4837.jpg
20. ขนาดไฟล์เล็กและระบุขนาดรูป ใช้ WebP หรือ AVIF ย่อให้พอดีกับที่แสดง และใส่ width กับ height เพื่อไม่ให้หน้าเด้ง รูปแรกบนจอไม่ควร lazy load อ่านต่อที่ Image SEO
Schema และองค์ประกอบในหน้า (3 ข้อ)
21. ใส่ Schema ตามประเภทหน้า ตัวอย่างที่ใช้บ่อย:
- บทความ:
Article+BreadcrumbList - หน้าธุรกิจที่มีหน้าร้าน:
LocalBusinessหรือประเภทย่อย เช่นHotel,Restaurant,Dentist - หน้าสินค้า:
Product+Offer(และAggregateRatingถ้ามีรีวิวจริงบนหน้า)
ข้อมูลใน schema ต้องตรงกับที่แสดงบนหน้า ทดสอบด้วย Rich Results Test ก่อนขึ้นจริง และรู้ไว้ว่า Google จำกัด FAQ rich result ให้เว็บรัฐและเว็บสุขภาพตั้งแต่สิงหาคม 2023 และเลิกแสดง HowTo rich result แล้ว การใส่ schema สองประเภทนี้จึงไม่ได้ทำให้ผลค้นหาของเว็บธุรกิจทั่วไปมีลูกเล่นเพิ่ม อ่านต่อที่ Schema Markup คืออะไร
22. URL สั้นและสื่อความหมาย /rooms/family-pool-villa/ ดีกว่า /?p=1234 แต่ถ้า URL เก่าติดอันดับอยู่แล้ว อย่าเปลี่ยนเพียงเพื่อให้สวย ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยน ต้องทำ 301 redirect
23. อ่านง่ายบนมือถือและตอบสนองเร็ว ตัวอักษรอย่างน้อยราว 16px ย่อหน้าสั้น ใช้ bullet และตารางเมื่อเหมาะ ปุ่มโทรหรือปุ่ม LINE กดง่าย ฝั่งความเร็วให้ดู Core Web Vitals ปัจจุบันคือ LCP, INP และ CLS (INP มาแทน FID ตั้งแต่มีนาคม 2024) หน้าที่ใส่สคริปต์แชทหรือป๊อปอัปเยอะมักมี INP แย่ อ่านต่อที่ INP คืออะไร
ไล่เช็กทีละหน้า: เริ่มจากหน้าไหนก่อน
ถ้าเว็บมีหลายสิบหน้า อย่าแก้พร้อมกันทั้งหมด ใช้ข้อมูลจาก Google Search Console จัดลำดับ:
- เปิด Performance > Search results เลือกช่วง 3 เดือน เปิดคอลัมน์ Impressions, Clicks, CTR, Position
- กลุ่มแรก: หน้าที่อันดับเฉลี่ยราว 4-15 และมี impression พอสมควร หน้าพวกนี้ Google เห็นค่าแล้ว แก้ title, meta, H1 และเติมเนื้อหาที่ขาด มักขยับได้เร็วที่สุด
- กลุ่มที่สอง: หน้าที่อันดับ 16-30 ต้องเติมเนื้อหาให้ตรง intent มากขึ้น เพิ่ม internal link จากหน้าที่เกี่ยวข้อง
- กลุ่มที่สาม: หน้าที่แทบไม่มี impression มานานหลายเดือน พิจารณารวมเข้ากับหน้าที่ใกล้เคียงแล้ว 301 หรือปรับใหม่ทั้งหน้า
- แก้ทีละชุด 5-10 หน้า แล้วใช้ URL Inspection ขอให้ Google index ใหม่
วิธีเช็กหนึ่งหน้า ใช้เวลาราว 15-20 นาที:
- ค้นคำหลักใน Google ดู intent และคู่แข่ง
- เปิดหน้าเรา ดูซอร์สหรือใช้ส่วนขยาย browser ตรวจ title, meta, H1, heading
- ไล่ 23 ข้อด้านบน จดว่าข้อไหนไม่ผ่าน
- แก้ แล้วตรวจ schema ด้วย Rich Results Test
- จดวันที่แก้และสิ่งที่เปลี่ยนไว้ในตาราง (ดูหัวข้อสุดท้าย)
การ Optimize ที่มากเกินไปจนกลายเป็นโทษ
1. หลายหน้าเล็งคำค้นเดียวกัน (keyword cannibalization) Google ไม่รู้จะเลือกหน้าไหน สุดท้ายสลับไปมาและไม่ขึ้นสักหน้า วิธีแก้คือแบ่งหน้าที่ให้ชัด ให้แต่ละหน้าตอบคนละมุม หรือรวมเป็นหน้าเดียวแล้ว 301 หน้าที่ซ้ำ อ่านต่อที่ Duplicate Content คืออะไร
2. ยัดคำค้นจนอ่านไม่รู้เรื่อง title ที่เรียงคำค้น 4 แบบติดกัน หรือ alt text ที่ซ้ำคำเดียว 3 ครั้ง ไม่ได้ช่วยอันดับ และ Google อาจเขียน title ใหม่ให้เอง
3. เปลี่ยน title บ่อยเกินไป หลังเปลี่ยน อันดับอาจแกว่งช่วงสั้น ๆ ระหว่างที่ Google ประเมินใหม่ ให้รออย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนตัดสินว่าได้ผลไหม และอย่าเปลี่ยนหน้าที่ติดอันดับดีอยู่แล้วโดยไม่มีเหตุผล
4. ใส่ Schema ที่ไม่ตรงกับเนื้อหา เช่นใส่ดาวรีวิวที่ไม่มีบนหน้า หรือ FAQPage ทั้งที่หน้าไม่มีคำถามคำตอบ เป็นการละเมิดแนวทาง structured data ของ Google อาจโดน Manual Action ให้ใส่เฉพาะข้อมูลที่ผู้ใช้เห็นบนหน้าจริง
5. เขียนให้ปลั๊กอินพอใจแทนคนอ่าน ไฟเขียวทุกข้อแต่ประโยคแข็ง ซ้ำ และไม่มีข้อมูลใหม่ คนอ่านออกจากหน้าเร็ว
เช็กซ้ำบ่อยแค่ไหน และเก็บบันทึกยังไง
- หน้าที่สร้างรายได้ (บริการ ห้องพัก แพ็กเกจ) ทบทวนทุก 3-6 เดือน หรือทุกครั้งที่ราคาหรือบริการเปลี่ยน
- บทความ ทบทวนเมื่อข้อมูลในบทความเก่า เช่นเครื่องมือเปลี่ยน ราคาเปลี่ยน หรือ Google เปลี่ยนแนวทาง
- หลังแก้แต่ละรอบ ดูผลใน Search Console หลัง 4-8 สัปดาห์ เทียบ impression, CTR และอันดับเฉลี่ยกับช่วงก่อนแก้
เก็บบันทึกแบบง่ายใน Google Sheets:
| URL | วันที่แก้ | แก้อะไร | อันดับ/CTR ก่อน | อันดับ/CTR หลัง 6 สัปดาห์ |
|---|---|---|---|---|
| /rooms/family-pool-villa/ | 2026-10-08 | Title, meta, เพิ่มส่วนราคาและ FAQ | (จาก Search Console) | (กรอกทีหลัง) |
ตารางนี้ช่วยให้รู้ว่าการแก้แบบไหนได้ผลกับเว็บคุณจริง ไม่ต้องเดา และใช้เป็นหลักฐานเวลาคุยกับทีมหรือเอเจนซี่
คำถามที่พบบ่อย
On-Page SEO คืออะไร ต่างจาก SEO ทั่วไปยังไง?
On-Page SEO เป็นส่วนหนึ่งของ SEO ที่ดูแลสิ่งที่อยู่บนหน้าเว็บ เช่น title, heading, เนื้อหา, รูป และลิงก์ภายใน ส่วน SEO ทั้งหมดรวม Technical SEO และ Off-Page SEO ด้วย อ่านภาพรวมที่ SEO คืออะไร
ทำ On-Page SEO แล้วเห็นผลเมื่อไหร่?
ขึ้นกับว่า Google crawl หน้านั้นบ่อยแค่ไหนและการแข่งขันของคำค้น หน้าที่ติดอันดับใกล้หน้าแรกอยู่แล้วมักเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วนหน้าใหม่หรือคำที่แข่งสูงอาจใช้หลายเดือน ไม่มีใครรับประกันอันดับได้
Title กับ H1 ต้องเหมือนกันไหม?
ไม่ต้อง ทั้งสองควรสื่อเรื่องเดียวกัน title เขียนเพื่อให้คนเลือกคลิกในผลค้นหา H1 เขียนเพื่อบอกคนที่เข้ามาแล้วว่ามาถูกหน้า จะเหมือนหรือต่างกันเล็กน้อยก็ได้
ต้องใส่คำค้นหลักกี่ครั้งในบทความ?
ไม่มีตัวเลขที่ถูกต้อง ใส่ใน title, H1, ย่อหน้าแรก และที่อื่นตามธรรมชาติของประโยค สิ่งที่สำคัญกว่าคือหน้าตอบคำถามของคนค้นได้ครบ
ใช้ AI เขียนเนื้อหาได้ไหม?
ได้ Google ไม่ได้ห้าม แต่ต้องมีคนตรวจข้อเท็จจริง เติมประสบการณ์จริง ตัวอย่าง ราคา หรือรูปจากหน้างาน และตัดส่วนที่วนซ้ำออก เนื้อหาที่ผลิตจำนวนมากโดยไม่มีคุณค่าเพิ่มเสี่ยงเข้าข่ายนโยบายสแปมของ Google
สรุป
On-Page SEO คือการทำให้แต่ละหน้าตอบคำค้นได้ตรง ชัด และน่าคลิก เริ่มจากรู้ intent ของคำค้น แล้วไล่ 23 ข้อนี้ทีละหน้า เริ่มจากหน้าที่สร้างรายได้และหน้าที่อันดับใกล้หน้าแรก จดบันทึกทุกครั้งที่แก้ แล้วกลับมาดูผลใน Search Console
ทั้ง 23 ข้อนี้และฝั่ง Technical อยู่ในสิ่งที่เราตรวจใน SEO Audit (Mini 1,500 บาท, Full เริ่มต้น 10,000 บาท) ได้รายการแก้เรียงตามลำดับความสำคัญของแต่ละหน้า ถ้าอยากให้มีทีมดูแลต่อเนื่อง ดู บริการรับทำ SEO หรืออยากทำเองอย่างเป็นระบบ มี คอร์สเรียน SEO จะเริ่มจากขอตรวจเว็บฟรีหรือทักมาทาง LINE ก่อนก็ได้ ปรึกษาฟรี ไม่จ้างก็ไม่เป็นไร
