เจ้าของร้านขายครีมกันแดดในหาดใหญ่คนหนึ่งเคยเล่าให้เราฟังว่า เดือนนั้นยอดขายดีมาก โอนเข้ามาทั้งวัน แต่พอสิ้นเดือนนั่งรวมตัวเลขจริง ๆ กลับเหลือกำไรน้อยกว่าเดือนที่ขายได้น้อยกว่าเสียอีก คำถามที่เขาถามเรากลับมาคือ “ยอดขายขึ้น แต่ทำไมเงินในกระเป๋าไม่ขึ้นตาม”
คำตอบมักจะอยู่ที่ตัวเลขเดียวที่เขาไม่เคยดู นั่นคือ ROAS
ถ้าคุณกำลังยิงแอดอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google หรือ TikTok แล้วยังตอบไม่ได้ว่า “เงินที่จ่ายค่าโฆษณาไป 1 บาท ดึงยอดขายกลับมากี่บาท” บทความนี้คือสิ่งที่คุณต้องอ่านให้จบ เพราะ ROAS คือเข็มทิศที่บอกว่าควรเหยียบคันเร่งงบโฆษณา หรือควรเหยียบเบรกก่อนเงินจะรั่วไหลไปเรื่อย ๆ
ROAS คืออะไร แบบเข้าใจใน 30 วินาที
ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend หรือ “ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา” เป็นตัวชี้วัดที่บอกว่า เงินทุก 1 บาทที่คุณจ่ายไปเป็นค่าโฆษณา สร้างยอดขายกลับมาได้กี่บาท
พูดง่าย ๆ ROAS คือมาตรวัดประสิทธิภาพของเงินค่าโฆษณา ไม่ใช่ยอดขายรวม ไม่ใช่จำนวนคนเห็น แต่เป็น “ความคุ้มค่า” ของงบที่ลงไป
- ถ้า ROAS = 1 หมายความว่า จ่ายไป 1 บาท ได้ยอดขายกลับมา 1 บาท (เท่าทุนค่าแอด แต่ยังไม่หักต้นทุนสินค้า)
- ถ้า ROAS = 4 หมายความว่า จ่ายไป 1 บาท ได้ยอดขายกลับมา 4 บาท
- ถ้า ROAS = 0.8 หมายความว่า จ่ายไป 1 บาท ได้กลับมาแค่ 0.8 บาท นั่นคือกำลังขาดทุนจากค่าแอดเพียว ๆ
ค่า ROAS มักเขียนได้สองแบบ คือเป็น “เท่า” (เช่น 4 เท่า หรือ 4x) หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ (เช่น 400%) ทั้งสองแบบสื่อความหมายเดียวกัน
สูตรคำนวณ ROAS พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง
สูตรของ ROAS เรียบง่ายมาก จำได้ในบรรทัดเดียว:
ROAS = รายได้จากโฆษณา ÷ ค่าใช้จ่ายโฆษณา
มาดูตัวอย่างจริงกันทีละเคส
เคสที่ 1 ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ สมมติคุณยิงแอด Facebook ไป 10,000 บาทในหนึ่งสัปดาห์ และมียอดขายที่มาจากแอดนั้น 45,000 บาท
ROAS = 45,000 ÷ 10,000 = 4.5 เท่า (หรือ 450%)
แปลว่าทุก 1 บาทที่จ่ายค่าแอด ดึงยอดขายกลับมา 4.5 บาท ฟังดูดีใช่ไหม แต่เดี๋ยวก่อน เราจะกลับมาดูว่า 4.5 เท่านี้ “ดีพอ” หรือยัง ในหัวข้อถัดไป
เคสที่ 2 คอร์สเรียนออนไลน์ ยิงแอด TikTok ไป 20,000 บาท ได้ยอดสมัครคอร์สรวม 30,000 บาท
ROAS = 30,000 ÷ 20,000 = 1.5 เท่า (150%)
เคสที่ 3 ร้านอาหารตามสั่งที่ทำ Google Ads ดึงคนมาสั่งเดลิเวอรี ยิง Google Ads ไป 5,000 บาท ได้ยอดสั่งอาหาร 8,000 บาท
ROAS = 8,000 ÷ 5,000 = 1.6 เท่า (160%)
จะเห็นว่าตัวเลข ROAS เพียว ๆ บอกแค่ครึ่งเดียวของเรื่อง เพราะ 1.5 เท่าสำหรับสินค้าที่มี margin สูงอาจกำไรงาม แต่ 4.5 เท่าสำหรับสินค้าที่ margin บางอาจยังขาดทุน นี่คือกับดักที่ทำให้เจ้าของร้านครีมกันแดดต้นเรื่องของเราสับสน
ROAS ต่างจาก ROI อย่างไร อย่าสับสนสองคำนี้
หลายคนใช้ ROAS กับ ROI สลับกันมั่ว ทั้งที่สองตัวนี้บอกคนละเรื่องกัน และความเข้าใจผิดตรงนี้คือสาเหตุที่ทำให้คนยิงแอดได้ ROAS สวย ๆ แต่ธุรกิจกลับขาดทุน
ความต่างหลักคือ ROAS ดูแค่ค่าโฆษณา ส่วน ROI ดูต้นทุนทั้งหมด
| หัวข้อ | ROAS | ROI |
|---|---|---|
| ดูอะไร | รายได้เทียบกับค่าโฆษณาเท่านั้น | กำไรสุทธิเทียบกับต้นทุนทั้งหมด |
| สูตร | รายได้ ÷ ค่าโฆษณา | (กำไร − ต้นทุนทั้งหมด) ÷ ต้นทุนทั้งหมด |
| รวมต้นทุนสินค้า | ไม่รวม | รวม |
| รวมค่าคน/ค่าระบบ/ค่าแพ็ก | ไม่รวม | รวม |
| ใช้ตัดสินใจระดับ | ปรับแคมเปญรายวัน | สุขภาพธุรกิจภาพรวม |
| ตอบคำถาม | ”แอดตัวนี้คุ้มไหม" | "ธุรกิจกำไรจริงไหม” |
ตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
สมมติขายเสื้อราคา 500 บาท ต้นทุนเสื้อ 200 บาท ค่าแพ็กส่ง 50 บาท
- ยิงแอดได้ ROAS = 4 (จ่ายแอด 125 บาทต่อการขายหนึ่งตัว ดึงยอด 500 บาท)
- ดูแค่ ROAS เหมือนกำไรงาม แต่พอหักต้นทุนจริง: 500 − 200 − 50 − 125 = กำไรเหลือ 125 บาท ROI จึงราว 33% เท่านั้น
สรุปง่าย ๆ ROAS เหมาะใช้ปรับจูนแคมเปญรายวันเพราะคำนวณเร็วและเห็นผลทันที ส่วน ROI เหมาะใช้ตัดสินใจภาพใหญ่ว่าธุรกิจกำลังโตอย่างมีกำไรหรือไม่ คนทำ Performance Marketing เก่ง ๆ จะดูทั้งสองตัวควบคู่กัน ถ้าอยากเข้าใจตัวชี้วัดการตลาดตัวอื่น ๆ ที่ควรดูพร้อมกัน ลองอ่าน ตัวอย่าง KPI การตลาดที่ควรวัด ประกอบ
ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี คำตอบขึ้นกับ margin ของคุณ
นี่คือคำถามยอดฮิตที่สุด และคำตอบที่ตรงที่สุดคือ “ไม่มีตัวเลขมาตรฐานตายตัว” เพราะ ROAS ที่ดีของแต่ละธุรกิจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับกำไรขั้นต้น (margin) ของสินค้า
หัวใจอยู่ที่ตัวเลขที่เรียกว่า break-even ROAS หรือ “ROAS จุดคุ้มทุน” ซึ่งเป็นเส้นแบ่งว่าต่ำกว่านี้ขาดทุน สูงกว่านี้กำไร
break-even ROAS = 1 ÷ อัตรากำไรขั้นต้น (gross margin)
มาดูตัวอย่างเทียบกันให้ชัด
กรณี margin สูง (เช่น สินค้าดิจิทัล คอร์สเรียน margin 80%) break-even ROAS = 1 ÷ 0.80 = 1.25 แปลว่าแค่ ROAS เกิน 1.25 ก็เริ่มมีกำไรแล้ว ธุรกิจแบบนี้ยิงแอดได้สบายกว่ามาก
กรณี margin กลาง (เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง margin 50%) break-even ROAS = 1 ÷ 0.50 = 2.0 ต้องทำ ROAS เกิน 2 เท่าขึ้นไปถึงจะเริ่มกำไร
กรณี margin ต่ำ (เช่น สินค้าซื้อมาขายไป อิเล็กทรอนิกส์ margin 20%) break-even ROAS = 1 ÷ 0.20 = 5.0 ธุรกิจแบบนี้ต้องทำ ROAS เกิน 5 เท่าถึงจะกำไร ซึ่งยากมาก นี่คือเหตุผลที่ร้านขายของ margin บางมักเจ็บตัวจากการยิงแอด
| อัตรากำไรขั้นต้น | break-even ROAS | ROAS ที่ “ดี” (เริ่มกำไรสบาย) |
|---|---|---|
| 80% | 1.25 | 2.0 ขึ้นไป |
| 50% | 2.0 | 3.0 ขึ้นไป |
| 33% | 3.0 | 4.0 ขึ้นไป |
| 20% | 5.0 | 6.0 ขึ้นไป |
ค่า ROAS เฉลี่ยที่หลายธุรกิจ e-commerce ในไทยตั้งเป้ากันมักอยู่ราว ~3-4 เท่าโดยประมาณ แต่ตัวเลขนี้ใช้อ้างอิงคร่าว ๆ ได้เท่านั้น สิ่งที่ถูกต้องกว่าคือคำนวณ break-even ROAS ของคุณเองก่อน แล้วตั้งเป้าให้สูงกว่านั้นพอสมควรเพื่อเผื่อต้นทุนแฝงอย่างค่าคน ค่าแพ็ก และค่าคืนสินค้า
ทำไม ROAS ถึงสำคัญต่อการตัดสินใจยิงแอด
ROAS ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ ในรายงาน แต่เป็นเครื่องมือตัดสินใจที่ใช้งานจริงทุกวัน เหตุผลที่มันสำคัญมีดังนี้
- บอกว่าแคมเปญไหนควรเพิ่มงบ แคมเปญไหนควรปิด ถ้าแคมเปญ A ได้ ROAS 5 เท่า ส่วนแคมเปญ B ได้ 1.2 เท่า การย้ายงบจาก B ไป A ทำให้เงินก้อนเดิมทำกำไรได้มากขึ้นทันที
- เป็นเกณฑ์ขยายสเกลอย่างมั่นใจ เมื่อคุณรู้ว่ายิงเท่านี้ได้ ROAS เท่านี้สม่ำเสมอ คุณจะกล้าเพิ่มงบโดยไม่ต้องเดา
- ป้องกันเงินรั่ว หลายธุรกิจเสียเงินกับแอดที่ดูเหมือนมียอด แต่จริง ๆ ขาดทุน ROAS ช่วยให้เห็นความจริงเร็วก่อนเงินจะหมด
- ใช้เปรียบเทียบข้ามแพลตฟอร์ม ทำให้รู้ว่าควรลงงบกับ Facebook, Google หรือ TikTok มากกว่ากัน
พูดอีกแบบ ROAS เปลี่ยนการยิงแอดจาก “เกมเสี่ยงดวง” ให้กลายเป็น “การลงทุนที่วัดผลได้” ใครที่อยากปูพื้นเรื่องการยิงแอดให้แน่นตั้งแต่ต้น แนะนำให้อ่าน คู่มือยิงแอดในไทยฉบับสมบูรณ์ ควบคู่กันไป
ปัจจัยที่ทำให้ ROAS ต่ำ ตรวจสอบทีละจุด
ถ้า ROAS ของคุณต่ำกว่าที่ควร อย่าเพิ่งโทษแพลตฟอร์ม ลองไล่ตรวจปัจจัยเหล่านี้ทีละข้อ เพราะ ROAS ต่ำมักเกิดจากจุดรั่วที่ซ่อนอยู่
- กลุ่มเป้าหมายกว้างหรือผิดกลุ่ม ยิงไปหาคนที่ไม่ได้สนใจสินค้า เงินหายเปล่า
- Creative ไม่สะดุดตาหรือไม่ตรงใจ ภาพและข้อความไม่หยุดนิ้วคน ทำให้ CTR ต่ำ ต้นทุนต่อคลิกพุ่ง
- Landing page โหลดช้าหรือสับสน คนคลิกเข้ามาแล้วเด้งออกเพราะหน้าเว็บช้าหรือหาปุ่มสั่งซื้อไม่เจอ
- ราคาสินค้าไม่แข่งขัน คนเทียบราคากับเจ้าอื่นแล้วไปซื้อที่ถูกกว่า
- ขั้นตอนสั่งซื้อยุ่งยาก ฟอร์มยาว ต้องสมัครสมาชิก ไม่มีช่องทางชำระที่สะดวก
- กลุ่มเป้าหมายอิ่มตัว (ad fatigue) เห็นโฆษณาเดิมซ้ำจนเบื่อ ทำให้ผลตกลง
- ช่วงเวลา/ฤดูกาลไม่เหมาะ ยิงสินค้าผิดจังหวะความต้องการ
- Tracking ผิดพลาด ตั้งค่า Pixel หรือ Conversion API ไม่ครบ ทำให้ ROAS ที่เห็นต่ำกว่าความจริง
จุดที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ Landing page และ Tracking สองอย่างนี้ไม่เกี่ยวกับ “ฝีมือยิงแอด” โดยตรง แต่ส่งผลต่อ ROAS อย่างมหาศาล
วิธีเพิ่ม ROAS แบบทำได้จริง ไม่ต้องเพิ่มงบ
ข่าวดีคือ การเพิ่ม ROAS ไม่จำเป็นต้องเทงบมากขึ้น แต่คือการทำให้เงินก้อนเดิมทำงานหนักขึ้น มาดูวิธีที่ได้ผลจริงเรียงตามจุดที่ส่งผลมากที่สุด
1. แก้ที่ Targeting ให้แคบและคมขึ้น
ยิงให้ตรงกลุ่มที่ “พร้อมซื้อ” มากกว่าคนที่แค่ “อาจสนใจ”
- ใช้ Lookalike Audience จากฐานลูกค้าเดิมที่ซื้อจริง
- ทำ Retargeting คนที่เข้าเว็บ ดูสินค้า หรือใส่ตะกร้าแต่ยังไม่ซื้อ กลุ่มนี้ ROAS มักสูงที่สุด
- ตัดกลุ่มที่ไม่เคยซื้อออกเพื่อไม่ให้เปลืองงบ
2. ปรับ Creative ให้หยุดนิ้วและกระตุ้นการกระทำ
- ทดสอบหลายเวอร์ชัน (A/B test) ทั้งภาพ วิดีโอ และข้อความ
- 3 วินาทีแรกของวิดีโอต้องดึงความสนใจให้ได้
- เน้นประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ ไม่ใช่แค่บอกสเปกสินค้า
- ใส่หลักฐานความน่าเชื่อถือ เช่น รีวิว ยอดขาย การรับประกัน
หากต้องการไอเดียเขียนแคปชั่นและข้อความโฆษณาที่ขายได้ ลองดู คู่มือ Facebook Ads สำหรับคนไทย ที่เจาะลึกเรื่องนี้โดยเฉพาะ
3. ปรับ Landing Page และทำ CRO
นี่คือจุดที่ให้ผลคุ้มที่สุดแต่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด เพราะต่อให้ยิงแอดเก่งแค่ไหน ถ้าคนเข้ามาแล้วไม่ซื้อ ROAS ก็พังอยู่ดี
- ทำให้หน้าโหลดเร็ว (ภายใน 2-3 วินาที) โดยเฉพาะบนมือถือ
- ข้อความบนหน้าเว็บต้องสอดคล้องกับโฆษณาที่คนคลิกเข้ามา
- วางปุ่มสั่งซื้อให้เห็นชัด ลดขั้นตอนสั่งซื้อให้สั้นที่สุด
- เพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยรีวิวจริง รูปสินค้าจริง และนโยบายคืนเงิน
การปรับหน้าเว็บให้คนคลิกแล้วซื้อมากขึ้นคือศาสตร์ที่เรียกว่า Conversion Rate Optimization ซึ่งช่วยดัน ROAS โดยตรงโดยไม่ต้องแตะงบโฆษณาเลย
4. ลด CPC และลด Cost Per Lead
- เพิ่มคะแนนคุณภาพโฆษณา (Quality Score / Relevance) ด้วย Creative ที่ตรงกลุ่ม
- ใช้ negative keywords ใน Google Ads เพื่อตัดคำค้นที่ไม่เกี่ยวออก
- โฟกัสช่องทางและช่วงเวลาที่ต้นทุนต่อผลลัพธ์ถูกที่สุด
ถ้าธุรกิจของคุณเน้นเก็บลีดมากกว่าขายตรง การลดต้นทุนต่อลีดคือกุญแจสำคัญในการดัน ROAS ลองศึกษาเทคนิคใน การลดต้นทุนต่อลีด (Cost Per Lead) เพิ่มเติม
5. เพิ่มมูลค่าต่อออเดอร์
บางครั้งทางที่เร็วที่สุดในการเพิ่ม ROAS ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่คือการเพิ่มยอดต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ
- เสนอ Upsell และ Cross-sell ตอนเช็กเอาต์
- ตั้งโปรโมชันแบบซื้อครบยอดส่งฟรี
- จัดเซ็ตสินค้าให้ราคาต่อชิ้นถูกลงแต่ยอดรวมต่อบิลสูงขึ้น
ROAS บน Facebook, Google และ TikTok ต่างกันอย่างไร
แต่ละแพลตฟอร์มมีนิสัยและจุดเด่นต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างช่วยให้คุณตั้งเป้า ROAS ได้สมจริง
Facebook / Instagram Ads จุดเด่นคือการ Retargeting และ Lookalike ที่แม่นยำ เหมาะกับสินค้าที่กระตุ้นอารมณ์ซื้อได้ทันที (impulse buy) ROAS มักดีเมื่อ Creative แข็งและมีฐาน Pixel ที่สะสมมานาน Facebook ยังมีฟีเจอร์ตั้งเป้า ROAS ขั้นต่ำ (ROAS bid) ให้ระบบช่วยหาคนที่มีแนวโน้มจ่ายสูง
Google Ads จุดเด่นคือดักคนที่ “กำลังค้นหา” สินค้าอยู่แล้ว ความตั้งใจซื้อ (intent) สูง ROAS จึงมักนิ่งและคาดเดาได้ดีในกลุ่ม Search ส่วนแคมเปญแบบ Performance Max และ Shopping ก็ตั้งเป้า Target ROAS ได้ตรง ๆ ใครสนใจเจาะลึก Google Ads แนะนำ แหล่งเรียน Google Ads ในไทย
TikTok Ads จุดเด่นคือการเข้าถึงคนจำนวนมากด้วยต้นทุนต่อการมองเห็นที่ต่ำ เหมาะกับการสร้างการรับรู้และสินค้าที่ขายด้วยคอนเทนต์สนุก ๆ ROAS บน TikTok มักผันผวนกว่าและต้องอาศัย Creative สไตล์เนทีฟที่ดูเหมือนคอนเทนต์ทั่วไปมากกว่าโฆษณา
ข้อควรระวังคือ อย่าเอา ROAS ของสามแพลตฟอร์มมาเทียบกันตรง ๆ แบบเด็ดขาด เพราะแต่ละที่นับ conversion ด้วยหน้าต่างเวลา (attribution window) ต่างกัน
ข้อจำกัดของ ROAS ที่ต้องรู้ ก่อนจะเชื่อตัวเลขเต็มร้อย
ROAS เป็นเครื่องมือที่ดี แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของทุกอย่าง ถ้าใช้แบบไม่เข้าใจข้อจำกัด อาจตัดสินใจผิดได้ ข้อจำกัดสำคัญมีดังนี้
- ไม่นับต้นทุนทั้งหมด ROAS มองแค่รายได้กับค่าแอด ไม่รวมต้นทุนสินค้า ค่าคน ค่าระบบ ต้องดู ROI หรือกำไรสุทธิควบคู่เสมอ
- ปัญหาเรื่อง Attribution ลูกค้าบางคนเห็นโฆษณาหลายครั้งจากหลายช่องทางก่อนซื้อ การให้เครดิตยอดขายกับแอดตัวใดตัวหนึ่งจึงไม่ตรงเสมอไป โดยเฉพาะหลังยุค iOS ที่การ Tracking ยากขึ้น
- มองแค่ยอดซื้อครั้งแรก ไม่เห็น LTV ลูกค้าที่ซื้อครั้งแรก ROAS อาจดูต่ำ แต่ถ้าเขากลับมาซื้อซ้ำตลอดปี มูลค่าตลอดชีพ (Lifetime Value) อาจสูงมาก การตัดแคมเปญที่ ROAS ครั้งแรกต่ำทิ้ง อาจเป็นการตัดลูกค้าชั้นดีออกโดยไม่รู้ตัว
- ไม่สะท้อนผลระยะยาวของแบรนด์ แอดสร้างการรับรู้แบรนด์อาจได้ ROAS ต่ำในระยะสั้น แต่สร้างผลดีระยะยาวที่วัดด้วย ROAS ไม่ได้
ดังนั้นวิธีใช้ ROAS อย่างฉลาดคือใช้เป็นหนึ่งในหลายตัวชี้วัด ไม่ใช่ตัวเดียวที่ตัดสินทุกอย่าง
เช็คลิสต์ก่อนและหลังยิงแอดเพื่อ ROAS ที่ดี
ใช้เช็คลิสต์นี้ทบทวนก่อนเปิดแคมเปญและหลังรันไปแล้ว
ก่อนยิงแอด
- คำนวณ break-even ROAS ของสินค้าแต่ละชนิดแล้ว
- ตั้งเป้า ROAS ที่สูงกว่า break-even พอสมควร (เผื่อต้นทุนแฝง)
- ติดตั้ง Pixel / Conversion API และทดสอบว่าเก็บข้อมูลครบ
- เตรียม Creative อย่างน้อย 3-4 แบบไว้ทดสอบ
- ตรวจ Landing page ว่าโหลดเร็วและขั้นตอนซื้อง่าย
หลังยิงแอด
- ดู ROAS เทียบกับ break-even ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขลอย ๆ
- แยกดู ROAS รายแคมเปญ ไม่รวมทุกอย่างเป็นก้อนเดียว
- ตัดแคมเปญที่ต่ำกว่า break-even ต่อเนื่อง
- ย้ายงบไปแคมเปญที่ ROAS สูง
- ตรวจดูสัญญาณ ad fatigue และเตรียม Creative ใหม่
- ประเมิน LTV ก่อนตัดแคมเปญที่ ROAS ครั้งแรกต่ำ
ที่ Southern Whale เราช่วย SME ในภาคใต้วางระบบวัดผล ROAS ให้แม่นยำ ตั้งแต่ติดตั้ง Tracking ที่ถูกต้อง ปรับ Landing page ให้แปลงยอดได้จริง ไปจนถึงวางกลยุทธ์ยิงแอดที่คุ้มทุน หากคุณอยากให้ทุกบาทที่ลงโฆษณาทำงานเต็มที่ ทักมาคุยกับทีม บริการด้านการตลาดและ SEO ของเรา ได้เลย เรายินดีช่วยวางแผนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROAS (FAQ)
ROAS กับ ROI ต่างกันยังไงแบบสั้น ๆ ROAS ดูแค่รายได้เทียบค่าโฆษณา ส่วน ROI ดูกำไรสุทธิเทียบต้นทุนทั้งหมด ROAS ใช้ปรับแคมเปญรายวัน ROI ใช้ดูสุขภาพธุรกิจภาพรวม
ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับ margin ของคุณ ให้คำนวณ break-even ROAS (= 1 ÷ อัตรากำไรขั้นต้น) ก่อน แล้วตั้งเป้าให้สูงกว่านั้น
ROAS 2 เท่าถือว่าดีไหม ดีหรือไม่ขึ้นกับ margin ถ้าสินค้า margin 80% ROAS 2 เท่ากำไรงาม แต่ถ้า margin 30% ROAS 2 เท่ายังขาดทุน
ทำไม ROAS ในรายงานแพลตฟอร์มกับยอดขายจริงไม่ตรงกัน เพราะปัญหา attribution และ tracking ที่ไม่สมบูรณ์ แพลตฟอร์มมักนับ conversion ตามหน้าต่างเวลาของตัวเอง ควรเทียบกับยอดขายจริงในระบบหลังบ้านเสมอ
เพิ่ม ROAS โดยไม่เพิ่มงบได้ไหม ได้ และเป็นวิธีที่คุ้มที่สุด เน้นปรับ Targeting ให้คม ทำ Retargeting ปรับ Creative และปรับ Landing page ให้แปลงยอดดีขึ้น
สรุป
ROAS คือตัวชี้วัดที่บอกว่าเงินค่าโฆษณาทุก 1 บาทดึงยอดขายกลับมากี่บาท คำนวณง่ายด้วยสูตร รายได้ ÷ ค่าโฆษณา แต่การจะรู้ว่า ROAS ของคุณ “ดีพอ” หรือยัง ต้องเทียบกับ break-even ROAS ที่ขึ้นอยู่กับ margin ของสินค้าเสมอ
อย่าหลงเชื่อแค่ตัวเลข ROAS สวย ๆ โดยลืมดู ROI กำไรสุทธิ และ LTV เพราะนั่นคือสาเหตุที่ทำให้หลายร้าน “ยอดขายขึ้นแต่เงินไม่เข้ากระเป๋า” และเมื่ออยากเพิ่ม ROAS จริง ๆ ทางที่ฉลาดที่สุดมักไม่ใช่การเทงบมากขึ้น แต่คือการปรับ Targeting, Creative และ Landing page ให้เงินก้อนเดิมทำงานหนักขึ้น
เริ่มจากคำนวณ break-even ROAS ของคุณวันนี้ แล้วคุณจะตัดสินใจยิงแอดได้อย่างมั่นใจและทำกำไรได้จริงในปี 2026