Digital Marketing Agency (เอเจนซี่การตลาดออนไลน์) คือบริษัทที่รับทำการตลาดออนไลน์แทนธุรกิจ เช่น SEO ยิงโฆษณา Google/Meta ดูแลโซเชียลและคอนเทนต์ ทำเว็บ หรือวางแบรนด์ โดยมีทีมหลายบทบาทรับผิดชอบงานภายใต้สัญญาเดียว แบ่งคร่าว ๆ ได้ 5 แบบ คือ Full-service, SEO agency, Ads/Performance agency, Social/Content agency และ Branding agency การเลือกให้ดูว่าใครลงมือทำจริง บัญชีทุกอย่างอยู่ในชื่อคุณ และรายงานดึงจาก GA4/Search Console ของคุณเอง ไม่ใช่ดูที่คำการันตี
คำถามที่เราได้ยินบ่อยที่สุดจากเจ้าของธุรกิจในภาคใต้คือ “ตกลงควรจ้างเอเจนซี่ จ้างฟรีแลนซ์ หรือรับพนักงานมาทำเองดี” แต่พอถามกลับว่าตอนนี้ชื่อโดเมนจดในชื่อใคร หลายคนตอบไม่ได้ ต้องไปไล่หาอีเมลเก่า และบางครั้งก็พบว่าโดเมนอยู่ในชื่อคนทำเว็บคนเดิมที่ติดต่อไม่ได้แล้ว
ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เริ่มจากการเลือกผิดว่าจะจ้างใคร แต่เริ่มจากการที่ไม่มีใครพูดเรื่อง “ถ้าวันหนึ่งเลิกทำงานด้วยกัน อะไรเป็นของใคร” ตั้งแต่วันแรก
บทความนี้ไม่ได้จะขายว่าเอเจนซี่คือคำตอบเสมอ เราเป็นทีมเล็ก และบอกตรง ๆ ว่ามีหลายกรณีที่ฟรีแลนซ์คนเดียวคุ้มกว่า และบางกรณีเอเจนซี่ใหญ่ในกรุงเทพเหมาะกว่าทีมขนาดเรา สิ่งที่จะให้คือกรอบคิดและเช็กลิสต์ ให้คุณเลือก Digital Marketing Agency หรือทางเลือกอื่นได้ด้วยข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก
เอเจนซี่คืออะไร และ Digital Marketing Agency ต่างจากฟรีแลนซ์ตรงไหน
เอเจนซี่ (Agency) คือบริษัทที่รับงานด้านการตลาด โฆษณา หรือเทคโนโลยีแทนลูกค้า โดยมีทีมหลายบทบาททำงานร่วมกันภายใต้สัญญาและกระบวนการเดียวกัน คำว่า “แทนลูกค้า” คือหัวใจ เอเจนซี่ไม่ได้ขายชั่วโมงทำงานของคนคนเดียว แต่ขายงานที่มีองค์กรรับผิดชอบ
Digital Marketing Agency หรือที่หลายคนค้นว่า marketing agency คือเอเจนซี่ที่เน้นช่องทางออนไลน์ เช่น Google, Facebook, TikTok, LINE OA และเว็บไซต์ แทนสื่อดั้งเดิมอย่างทีวีหรือป้ายโฆษณา ในไทยทุกวันนี้เอเจนซี่ส่วนใหญ่ที่ SME เจอคือแบบนี้
ส่วน ฟรีแลนซ์ คือบุคคลธรรมดาที่รับงานเอง ฝีมือกระจายตัวกว้างมาก ตั้งแต่นักศึกษาที่เพิ่งหัดทำเว็บ ไปจนถึงคนที่เคยคุมทีม SEO ในบริษัทใหญ่แล้วออกมารับงานอิสระด้วยเรตสูงกว่าเอเจนซี่หลายเจ้า การเหมาว่า “ฟรีแลนซ์ = ถูกและด้อยกว่า” ทำให้ธุรกิจพลาดคนเก่งไปเยอะ
และ ทีมในบริษัท (in-house) คือการจ้างพนักงานประจำมาทำงานนี้เต็มเวลา ข้อดีที่ชัดที่สุดคือเข้าใจธุรกิจลึก ข้อเสียที่ชัดที่สุดคือต้นทุนคงที่ที่ลดไม่ได้ในเดือนที่งานน้อย
จุดต่างที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “ราคา” แต่คือ การกระจายความเสี่ยง ฟรีแลนซ์คือความเสี่ยงกระจุกที่คนเดียว in-house คือความเสี่ยงกระจุกที่ตำแหน่งเดียวบวกภาระทางกฎหมายแรงงาน ส่วนเอเจนซี่คือการซื้อความต่อเนื่อง แลกกับการที่คุณไม่ใช่ลูกค้ารายเดียวของเขา
ประเภทของ Digital Marketing Agency
คำว่า “เอเจนซี่” ครอบคลุมบริษัทที่ทำงานต่างกันมาก ก่อนคุยกับใคร ให้รู้ก่อนว่าคุณต้องการแบบไหน
| ประเภท | ทำอะไรเป็นหลัก | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| Full-service agency | ทำครบ แบรนด์ สื่อ โฆษณา เว็บ คอนเทนต์ ภายใต้ทีมเดียว | ธุรกิจที่มีงบต่อเนื่องสูงและอยากมีผู้รับผิดชอบรายเดียว |
| SEO agency | วางโครงสร้างเว็บ แก้ปัญหาเทคนิค วางแผนคีย์เวิร์ด เขียนคอนเทนต์ ให้เว็บติดอันดับ Google | ธุรกิจที่ลูกค้าค้นหาก่อนซื้อ เช่น โรงแรม คลินิก ทัวร์ บริการ B2B |
| Ads / Performance agency | ยิงโฆษณา Google Ads, Meta, TikTok วัดผลเป็นยอดติดต่อหรือยอดขาย | ธุรกิจที่ต้องการผลเร็วและมีงบโฆษณาต่อเดือนชัดเจน |
| Social / Content agency | ดูแลเพจ ทำโพสต์ วิดีโอสั้น คอมมูนิตี้ อินฟลูเอนเซอร์ | แบรนด์ที่ขายผ่านโซเชียลหรือต้องสร้างการรับรู้ |
| Branding agency | ตั้งชื่อ โลโก้ อัตลักษณ์ น้ำเสียงแบรนด์ | ธุรกิจเปิดใหม่หรือรีแบรนด์ |
นอกจากแบ่งตามงาน ยังแบ่งตามขนาดและรูปแบบได้อีก เช่น boutique / specialist ทีมเล็กที่เก่งเรื่องเดียว, studio / production house ที่รับผลิตชิ้นงานเป็นโปรเจกต์แล้วจบ (ทำเว็บ ถ่ายภาพ ตัดวิดีโอ) และ consultant ที่ขายแผนและคำแนะนำ ไม่ลงมือทำเอง
ข้อควรระวังคือเอเจนซี่หลายเจ้าเขียนบนเว็บว่าทำได้ทุกอย่าง แต่ฝีมือจริงอยู่เรื่องเดียว ถามให้ชัดว่างานที่คุณจ้าง ทำเองในทีมหรือส่งต่อให้คนนอก
ต้นทุนจริงต่อปี: ตัวเลขที่คนมักลืมบวก
คนส่วนใหญ่เทียบด้วยตัวเลขเดียว เช่น “ฟรีแลนซ์ 8,000 ต่อเดือน เอเจนซี่ 45,000 ต่อเดือน แพงกว่า 5 เท่า” ซึ่งผิดตั้งแต่ต้น เพราะทั้งสองไม่ได้ส่งมอบของชิ้นเดียวกัน และต้นทุนของ in-house มีอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่อยู่ในช่องเงินเดือน
สมมติภาระงานเท่ากัน: ดูแลเว็บไซต์หนึ่งเว็บ ทำ SEO ต่อเนื่อง ออกคอนเทนต์เดือนละ 4 ชิ้น และดูแลโฆษณา Google/Meta งบเดือนละ 30,000 บาท ต้นทุนต่อปีโดยประมาณจะเป็นแบบนี้
| รายการต้นทุน (ต่อปี) | ฟรีแลนซ์ 1 คน | เอเจนซี่ทีมเล็ก | ทีมในบริษัท 1 คน |
|---|---|---|---|
| ค่าจ้างหลัก | 96,000 – 300,000 | 300,000 – 900,000 | 420,000 – 720,000 (เงินเดือน 35K–60K) |
| โบนัส/ปรับเงินเดือน | – | – | 35,000 – 120,000 |
| ประกันสังคมฝั่งนายจ้าง | – | – | ราว 9,000 – 10,500 (ตามเพดานค่าจ้างปีนั้น) |
| อุปกรณ์ + ที่นั่ง + สวัสดิการ | – | – | 40,000 – 90,000 |
| เครื่องมือ (Ahrefs/Semrush, ดีไซน์, สต็อกภาพ) | 0 – 30,000 (มักต้องซื้อเอง) | รวมอยู่แล้ว | 60,000 – 180,000 |
| ค่าเวลาผู้บริหารที่ต้องคุมงาน | สูง | ต่ำกว่า | สูงมากช่วง 6 เดือนแรก |
| ต้นทุนตอนคนหาย/ลาออก | สูงมาก | ต่ำ | สูงมาก (สรรหาใหม่ 1–3 เดือน) |
| รวมโดยประมาณ | 100,000 – 350,000 | 300,000 – 900,000 | 560,000 – 1,100,000 |
ตัวเลขเหล่านี้เป็นช่วงประมาณจากเรตตลาดที่เราเห็น ไม่ใช่ราคาตายตัว ควรอ่านคู่กับบทความ เงินเดือนสายดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในไทย เพื่อดูว่าค่าตัวคนในตำแหน่งที่คุณอยากจ้างอยู่ระดับไหน
ข้อสังเกตสามข้อจากตารางนี้:
- ทีมในบริษัทแพงที่สุด ถ้านับให้ครบ เงินเดือน 45,000 บาทไม่ได้แปลว่าต้นทุนปีละ 540,000 เมื่อรวมโบนัส สวัสดิการ เครื่องมือ และเวลาที่ผู้บริหารต้องสอนงาน ตัวเลขจริงสูงกว่านั้นชัดเจน
- ค่าเครื่องมือคือหลุมที่ลืมกันบ่อยที่สุด Ahrefs หรือ Semrush ที่นั่งเดียวก็หลายพันบาทต่อเดือนแล้ว (เช็กราคาล่าสุดที่หน้าเว็บทางการ) บวกโปรแกรมออกแบบและคลังภาพ ปีหนึ่งเป็นหลักหมื่นถึงหลักแสนได้ง่าย เอเจนซี่เฉลี่ยค่านี้ข้ามลูกค้าหลายราย ฟรีแลนซ์ราคาถูกมักไม่ได้ซื้อ แล้วใช้เครื่องมือฟรีแทน ซึ่งจะเห็นผลในคุณภาพงานวิจัยคีย์เวิร์ด
- คนเดียวไม่ได้เก่งทุกอย่าง งานในสมมติฐานข้างบนกินทักษะอย่างน้อยสี่ด้าน (เทคนิคเว็บ, คอนเทนต์, SEO, โฆษณา) คนที่เก่งครบสี่ด้านมีจริง แต่หายาก และค่าตัวไม่ใช่ 8,000 บาทแน่นอน
ถ้าอยากดูช่วงราคาแยกตามประเภทงานให้ละเอียดกว่านี้ ดูบทความ ราคา SEO ในไทย ที่รวมต้นทุนแฝงซึ่งมักไม่อยู่ในใบเสนอราคาไว้ด้วย
ความเร็วในการแก้งาน: ตัวชี้วัดที่คนไม่ค่อยถามก่อนเซ็น
ราคาเป็นเรื่องที่ทุกคนถาม แต่สิ่งที่ปวดหัวจริงในชีวิตประจำวันคือ “ขอแก้ราคาห้องหน้าเว็บหน่อย” แล้วกว่าจะได้คือสามวันถัดมา
ลองนึกภาพสามสถานการณ์นี้ แล้วถามตัวเองว่าแต่ละทางเลือกจะตอบสนองยังไง
สถานการณ์ที่ 1: เว็บล่มเย็นวันเสาร์ ช่วงไฮซีซั่น ฟรีแลนซ์อาจตอบเช้าวันจันทร์ ถ้ากำลังเที่ยวอยู่อาจเป็นวันอังคาร in-house ก็เหมือนกันถ้าไม่ได้ตกลงเรื่องเวรนอกเวลา เอเจนซี่ที่มีข้อตกลงระดับบริการ (SLA) ชัดเจนจะมีคนสำรองรับเรื่อง แต่ต้องเขียนไว้ในสัญญา ไม่ใช่หวังเอาเอง
สถานการณ์ที่ 2: อยากเปลี่ยนโปรโมชันหน้าแรกภายในวันนี้ in-house ชนะขาดเพราะนั่งอยู่ในออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ที่ดีจะทำให้ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง เอเจนซี่ที่มีคิวงานอาจตอบว่า “ลงคิวพรุ่งนี้” นี่คือข้อเสียจริงของเอเจนซี่ที่เราไม่เถียง
สถานการณ์ที่ 3: ต้องรื้อโครงสร้างเว็บใหม่ทั้งหมดภายในหกสัปดาห์ ฟรีแลนซ์คนเดียวทำได้ยากมากในเวลาเท่านี้ in-house หนึ่งคนก็เช่นกัน เอเจนซี่ที่มีหลายคนทำงานขนานกันจะได้เปรียบชัดเจน
สรุปตรง ๆ: ฟรีแลนซ์และ in-house เร็วกว่าในงานเล็ก เอเจนซี่เร็วกว่าในงานใหญ่ ใครบอกว่าเร็วกว่าในทุกกรณีคือกำลังขายของ
ไม่ว่าเลือกแบบไหน ให้กำหนดเวลาตอบสนองเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น “งานแก้ไขเล็ก (เปลี่ยนข้อความ/รูป/ราคา) ภายใน 1 วันทำการ, งานระดับหน้าใหม่ภายใน 5 วันทำการ, เหตุขัดข้องที่ทำให้เว็บใช้งานไม่ได้ ตอบรับภายใน 2 ชั่วโมงในเวลาทำการ” ประโยคเดียวนี้ตัดข้อพิพาทเรื่อง “ทำไมช้า” ไปได้มาก
ความเสี่ยงเมื่อคนเดียวหายไป
ในวงการซอฟต์แวร์มีคำว่า bus factor แปลตรง ๆ คือ “ต้องมีคนหายไปกี่คนโปรเจกต์ถึงจะพัง” ถ้าคำตอบคือหนึ่ง แปลว่าคุณยืนอยู่บนขาเดียว
ความจริงที่ต้องยอมรับ: ฟรีแลนซ์หายไปได้จริง ไม่ใช่เพราะเป็นคนไม่ดี แต่เพราะชีวิตเกิดขึ้น ได้งานประจำ ย้ายประเทศ ป่วย หรือมีลูกค้าใหญ่กว่าเข้ามา และ พนักงานประจำก็ลาออกได้จริง คนสายดิจิทัลเปลี่ยนงานค่อนข้างบ่อย ถ้าวางแผนระยะยาว ให้นับไว้เลยว่าจะต้องสรรหาและสอนงานใหม่อย่างน้อยหนึ่งรอบในไม่กี่ปี
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “จะป้องกันไม่ให้คนหายยังไง” (ป้องกันไม่ได้) แต่คือ “ถ้าคนนี้หายพรุ่งนี้ ผมต้องใช้เวลากี่วันกว่าจะกลับมาเดินได้”
สิ่งที่ทำให้คำตอบสั้นลงมีห้าข้อ และควรบังคับใช้กับทุกทางเลือก:
- บัญชีทุกอย่างจดในชื่อบริษัทคุณ แล้วค่อยเชิญคนทำงานเข้ามาเป็นผู้ใช้ร่วม
- มีเอกสารส่งมอบ (handover doc) ระบุว่าเว็บอยู่ที่ไหน ใช้ระบบอะไร ต่ออายุเมื่อไหร่ ใครดูแลโดเมน
- โค้ดและไฟล์ต้นฉบับอยู่ในที่ที่คุณเข้าถึงได้ เช่น repository หรือคลาวด์ของบริษัท ไม่ใช่เครื่องส่วนตัวของใครคนหนึ่ง
- อัปเดตเอกสารทุกไตรมาส ไม่ใช่เขียนครั้งเดียวตอนเริ่มงาน
- มีคนในบริษัทอย่างน้อยหนึ่งคนที่อ่านรายงานเป็น แม้จะไม่ได้ลงมือทำเอง
ข้อ 5 สำคัญกว่าที่คิด ถ้าไม่มีใครในบริษัทเข้าใจรายงาน คุณจะไม่มีทางรู้ว่าคนที่จ้างทำงานดีหรือแค่ทำรายงานสวย เริ่มจากเรียน Google Search Console ด้วยตัวเองสักหนึ่งสัปดาห์ก็พอสำหรับระดับผู้บริหาร
สัญญาและความเป็นเจ้าของงาน: หัวข้อที่ห้ามข้าม
นี่คือส่วนที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดในบทความ และเป็นส่วนที่คนอ่านข้ามบ่อยที่สุด
หลักการมีข้อเดียว: ทุกอย่างที่เป็นสินทรัพย์ของธุรกิจ ต้องจดทะเบียนหรือเปิดบัญชีในชื่อธุรกิจของคุณ คนที่คุณจ้างเป็นแค่ “ผู้ได้รับสิทธิ์เข้าถึง” ไม่ใช่เจ้าของ ถ้าใครอธิบายว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ให้ถามต่อว่าทำไม แล้วฟังคำตอบให้ดี
| สินทรัพย์ | ต้องอยู่ในชื่อใคร | ตรวจสอบอย่างไร |
|---|---|---|
| ชื่อโดเมน | บริษัทคุณ (Registrant + อีเมลบริษัท) | ค้น WHOIS หรือเข้าบัญชีผู้รับจดทะเบียนดูเอง |
| โฮสติ้ง / เซิร์ฟเวอร์ | บริษัทคุณ | ล็อกอินได้ด้วยอีเมลบริษัทหรือไม่ |
| ซอร์สโค้ด / ธีม / ไฟล์ดีไซน์ | บริษัทคุณ (ระบุใน “งานที่ส่งมอบ”) | ขอไฟล์ต้นฉบับดูจริงก่อนจ่ายงวดสุดท้าย |
| Google Ads / Meta Ads | บริษัทคุณ เป็น Admin ระดับสูงสุด | เข้า Business Manager ดูสิทธิ์ตัวเอง |
| Google Analytics 4 / Search Console | บริษัทคุณ ระดับ Owner | ดูรายชื่อผู้ใช้ในหน้าตั้งค่า |
| Google Business Profile | บริษัทคุณ เป็น Primary Owner | ดูในหน้าจัดการ Business Profile |
| บัญชีโซเชียล / LINE OA | บริษัทคุณ | ตรวจอีเมลกู้คืนและเบอร์ยืนยัน |
| คอนเทนต์ ภาพถ่าย วิดีโอ | บริษัทคุณ พร้อมสิทธิ์ใช้งานถาวร | อ่านข้อสัญญาลิขสิทธิ์ให้ครบ |
ข้อที่คนพลาดบ่อยที่สุดสามข้อ:
หนึ่ง บัญชีโฆษณา ถ้าบัญชี Google Ads เป็นของเอเจนซี่ วันที่ย้ายออกคุณจะเสียประวัติแคมเปญทั้งหมด และระบบต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนจริง วิธีที่ถูกคือคุณเปิดบัญชีเอง แล้วให้เอเจนซี่เข้ามาดูแลผ่านบัญชีผู้จัดการ (MCC) ของเขา
สอง โดเมน ถ้าโดเมนไม่ได้อยู่ในชื่อคุณ คุณไม่ได้มีเว็บไซต์ คุณแค่เช่า และการทวงคืนโดเมนจากคนที่ติดต่อไม่ได้เป็นกระบวนการที่ยาว บางครั้งจบไม่ได้เลย
สาม คำว่า “งานที่ส่งมอบ” สัญญาจำนวนมากเขียนแค่ “ส่งมอบเว็บไซต์” ซึ่งตีความได้ว่าส่งแค่เว็บที่ใช้งานได้ ไม่รวมไฟล์ต้นฉบับ ควรระบุให้ชัดว่ารวมซอร์สโค้ด ไฟล์ออกแบบต้นฉบับ และสิทธิ์แก้ไขต่อโดยบุคคลที่สาม
นอกจากนี้ควรมีในสัญญาอีกสี่ข้อ: ขอบเขตงานต่อเดือนเป็นตัวเลข (กี่บทความ กี่หน้า กี่ชั่วโมง), เงื่อนไขการยกเลิกและระยะแจ้งล่วงหน้า (30-60 วันถือว่าเป็นธรรม), ข้อกำหนดการส่งมอบเมื่อสิ้นสุดสัญญา (ภายในกี่วัน รวมอะไรบ้าง) และ จุดทบทวนผลงาน ที่เดือน 3 และเดือน 6 พร้อมตัวชี้วัดที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า
เช็กลิสต์เลือก Digital Marketing Agency (ใช้กับฟรีแลนซ์ได้ด้วย)
ใช้รายการนี้ตอนคุยกับเอเจนซี่แต่ละเจ้า ข้อไหนเขาตอบไม่ได้หรือเลี่ยง ให้จดไว้ ถ้าเราเองตอบข้อไหนไม่ได้ ลูกค้าก็ควรเดินจากไปเหมือนกัน
- รู้ว่าใครลงมือทำงานจริง ถามชื่อและบทบาทของคนที่จะทำงานคุณ และเขาดูแลลูกค้ากี่รายพร้อมกัน ข้อนี้แยกเจ้าที่ส่งคนเก่งมาขายแล้วส่งเด็กฝึกงานมาทำ ออกจากเจ้าที่จริงใจได้ทันที
- โดเมน โฮสติ้ง และบัญชีโฆษณาอยู่ในชื่อคุณ เอเจนซี่เข้ามาในฐานะผู้ใช้ ไม่ใช่เจ้าของ (ดูตารางด้านบน)
- รายงานดึงจากบัญชีของคุณเอง ตัวเลขต้องเปิดดูได้ใน GA4, Search Console และบัญชีโฆษณาที่คุณเป็น Owner ไม่ใช่แค่ไฟล์ PDF หรือสไลด์ที่เขาทำส่ง
- ตกลงตัวชี้วัดก่อนเริ่ม วัดด้วยอะไร (คลิกจากการค้นหา ยอดติดต่อ ต้นทุนต่อรายชื่อ) และทบทวนเมื่อไหร่ ไม่ใช่วัดแค่อันดับคีย์เวิร์ดที่ไม่มีคนค้น
- มีเคสจริงที่ตรวจสอบได้ ขอดูงานที่ใกล้ธุรกิจคุณสองชิ้น เปิดเว็บดูได้จริง และให้เล่าว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล คนที่เล่าแต่เรื่องสำเร็จอย่างเดียวมักทำงานมาน้อย
- ไม่การันตีอันดับ เอเจนซี่ที่ดีบอกแผน บอกสิ่งที่จะทำ และบอกความเสี่ยง แต่ไม่การันตีอันดับ 1 บน Google เพราะไม่มีใครคุมระบบนั้นได้
- ขอบเขตงานต่อเดือนเป็นตัวเลข กี่บทความ กี่หน้า กี่ชั่วโมง เพื่อให้เทียบใบเสนอราคาแต่ละเจ้าได้แบบเดียวกัน
- รู้ว่าอะไรไม่รวมในราคา ที่มักไม่รวมคือค่าเครื่องมือ ค่าแปลภาษา ค่าถ่ายภาพ ค่าโฆษณา และค่าปลั๊กอินลิขสิทธิ์ ข้อนี้ประหยัดเงินได้มากที่สุด
- มีแผน 3 เดือนแรกเรียงตามลำดับ ถ้าตอบได้แค่ “ทำ SEO ให้” โดยไม่บอกว่าเดือนแรกทำอะไร แปลว่ายังไม่ได้ดูเว็บคุณจริง
- เงื่อนไขเลิกจ้างชัด ถ้ายกเลิกเดือนหน้า คุณได้อะไรคืนบ้าง ภายในกี่วัน และต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน
- เวลาตอบสนองเขียนไว้ งานแก้เล็ก งานใหญ่ และเหตุเว็บล่ม ตอบภายในกี่ชั่วโมงหรือกี่วัน
- มีแผนสำรองถ้าคนดูแลลาออก และมีเอกสารส่งมอบที่คุณขอดูได้
- กล้าบอกว่าไม่รับงานแบบไหน ถามว่ามีลูกค้าแบบไหนที่เคยปฏิเสธ เพราะอะไร เจ้าที่ตอบว่า “รับทุกเจ้า” น่ากังวลกว่าที่คิด
ถ้าจะจ้างงาน SEO แบบต่อเนื่องโดยเฉพาะ ดูรายละเอียดต่อได้ในบทความ จ้าง SEO รายเดือน ควรได้อะไรบ้าง
สัญญาณอันตราย: เจอข้อไหนให้ชะลอไว้ก่อน
- การันตีอันดับ 1 บน Google ภายในเวลาที่กำหนด ไม่มีใครการันตีผลในระบบที่ตัวเองคุมไม่ได้ ถ้ามีคนกล้าการันตี มักแปลว่าจะใช้วิธีที่เสี่ยงโดนลงโทษ อ่านต่อได้ที่ ความเสี่ยงของ SEO สายเทาและสายดำ
- ราคาถูกผิดปกติแบบอธิบายไม่ได้ ทำเว็บทั้งเว็บราคาหลักพันต้น ๆ หรือ SEO รายเดือนราคาถูกกว่าค่าเครื่องมือ ไม่ได้แปลว่าใจดี แต่มักแปลว่างานที่ได้คือเทมเพลตสำเร็จรูปที่แก้อะไรไม่ได้
- ไม่ยอมให้โดเมนหรือบัญชีโฆษณาอยู่ในชื่อคุณ ไม่มีเหตุผลทางเทคนิครองรับ มีแต่เหตุผลทางการค้า
- สัญญาผูกมัด 12-24 เดือนโดยไม่มีจุดทบทวน SEO ต้องใช้เวลาจริง แต่การต้องใช้เวลาไม่ใช่เหตุผลที่จะห้ามคุณออกเมื่อผลงานแย่
- รายงานมีแต่ภาพหน้าจออันดับคีย์เวิร์ด คีย์เวิร์ดที่ไม่มีคนค้นก็ติดอันดับ 1 ได้ ขอดูปริมาณการค้นหาและคลิกจริงใน Search Console ควบคู่เสมอ
- ไม่ให้สิทธิ์คุณเข้า GA4 หรือ Search Console หรือส่งรายงานจากบัญชีที่คุณเข้าไม่ได้
- เสนอขายลิงก์จำนวนมากราคาถูก เรื่องนี้เขียนไว้ละเอียดใน ความเสี่ยงของการซื้อ Backlink
- สื่อสารผ่านช่องทางส่วนตัวคนเดียวโดยไม่มีบันทึก เมื่อเกิดข้อโต้แย้ง คุณจะไม่มีหลักฐานว่าตกลงอะไรกันไว้
- ตอบเรื่องเทคนิคด้วยศัพท์ที่ฟังไม่รู้เรื่อง แทนที่จะอธิบายให้เข้าใจ คนที่เข้าใจจริงอธิบายเรื่องยากให้ง่ายได้เสมอ
แล้วธุรกิจแบบไหนควรเลือกอะไร
ส่วนนี้เราจะพูดตรงที่สุด รวมถึงกรณีที่เราไม่ใช่คำตอบ
เลือกฟรีแลนซ์ ถ้า งบต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท, ขอบเขตงานชัดและจบเป็นชิ้น (ทำเว็บหนึ่งเว็บ ทำโลโก้ ตัดวิดีโอชุดหนึ่ง), คุณมีคนในบริษัทที่คุมงานเป็น และยอมรับได้ว่าถ้าเขาหายไปต้องหาใหม่ ฟรีแลนซ์ที่เก่งและตรงเวลาคือของดีราคาถูกที่สุดในตลาด และเราแนะนำเส้นทางนี้กับธุรกิจเปิดใหม่บ่อยกว่าที่คนคิด
เลือกทีมในบริษัท ถ้า งานการตลาดเป็นแกนหลักของรายได้และมีปริมาณเต็มเวลาจริง, คุณมีคนที่สอนและประเมินงานคนนั้นได้ และพร้อมจ่ายต้นทุนคงที่ต่อปีระดับ 600,000 บาทขึ้นไปโดยไม่สะเทือน กิจการหลายสาขาหรือสินค้าเปลี่ยนบ่อยมาก มักคุ้มกับ in-house เพราะความเร็วในการสื่อสารภายในมีค่าสูง
เลือก Digital Marketing Agency ทีมเล็กแบบเรา ถ้า ต้องการหลายทักษะพร้อมกัน (เว็บ + SEO + คอนเทนต์) แต่ปริมาณงานไม่พอจ้างสามคนเต็มเวลา, อยากคุยกับคนเดิมทุกครั้ง และธุรกิจอยู่ในภาคใต้ที่ต้องเข้าใจฤดูกาลท่องเที่ยวและตลาดหลายภาษา
เลือกเอเจนซี่ใหญ่ในกรุงเทพ ถ้า (และตรงนี้เราจะไม่พยายามดึงคุณกลับ) ต้องซื้อสื่อระดับหลักล้านบาทต่อเดือน, ต้องการทีมผลิตวิดีโอโฆษณาครบวงจร, ทำแคมเปญพร้อมกันหลายประเทศ, ต้องการอินฟลูเอนเซอร์ระดับประเทศพร้อมทีมดูแล หรือบริษัทมีระบบจัดซื้อที่ต้องการคู่สัญญาที่มีทุนจดทะเบียนและประกันความรับผิดระดับหนึ่ง ทีมขนาดเราไม่มีกำลังพอสำหรับงานแบบนั้น และการรับงานเกินกำลังคือการทำร้ายลูกค้า
อีกกรณีที่เราพูดกับลูกค้าตรง ๆ บ่อย ๆ ถ้ายังไม่มีสินค้าที่ขายได้ ยังไม่มีคนซื้อซ้ำ หรือยังไม่รู้ว่าลูกค้าหลักคือใคร การจ้างใครมาทำการตลาดคือการเร่งความเร็วบนถนนที่ยังไม่รู้ทาง เก็บเงินก้อนนั้นไว้ทดลองตลาดก่อนดีกว่า
โมเดลผสม: ทางที่ธุรกิจขนาดกลางส่วนใหญ่ลงเอย
ธุรกิจที่โตแล้วมักไม่ได้เลือกทางเดียว แต่ใช้ทั้งสามอย่างในสัดส่วนต่างกัน
- คนในบริษัท 1 คน เป็นเจ้าของเรื่อง เข้าใจสินค้า สื่อสารกับทุกฝ่าย และเป็นคนอ่านรายงาน
- เอเจนซี่ รับงานที่ต้องใช้หลายทักษะและเครื่องมือแพง เช่น เทคนิคเว็บ SEO เชิงโครงสร้าง และกลยุทธ์
- ฟรีแลนซ์ เสริมงานเป็นชิ้นที่ความถี่ไม่แน่นอน เช่น ถ่ายภาพ ตัดวิดีโอ ออกแบบสื่อโปรโมชัน
โครงสร้างแบบนี้ทำให้ต้นทุนคงที่ต่ำ ความเสี่ยงกระจาย และยังมีคนในบ้านที่รู้เรื่องจริง ข้อควรระวังข้อเดียวคือต้องกำหนดให้ชัดว่าใครตัดสินใจเรื่องอะไร ไม่งั้นงานจะชนกัน
ที่ Southern Whale เราทำงานกับธุรกิจในภาคใต้ด้วยโครงสร้างแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ เราไม่ได้พยายามแทนที่คนของคุณ แต่เข้ามาเป็นส่วนที่ต้องใช้เครื่องมือและทักษะเฉพาะทาง ทั้ง บริการรับทำ SEO และ รับทำเว็บไซต์ โดยโดเมน บัญชีโฆษณา และซอร์สโค้ดทั้งหมดอยู่ในชื่อคุณตั้งแต่วันแรก ถ้าวันหนึ่งอยากย้ายไปทำงานกับคนอื่น เราส่งมอบทุกอย่างให้ครบภายในเวลาที่ตกลงกันไว้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด 6 ข้อ
- เทียบราคาต่อเดือนโดยไม่เทียบขอบเขตงาน ขอให้ทุกเจ้าเสนอในรูปแบบเดียวกัน เช่น จำนวนบทความ จำนวนหน้า จำนวนชั่วโมง แล้วค่อยเทียบ
- ไม่มีใครในบริษัทอ่านตัวเลขเป็น ทำให้ประเมินไม่ได้ว่าจ่ายไปคุ้มหรือไม่ ควรมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่อ่านตัวชี้วัดหลักอย่างคลิกจากการค้นหา ยอดติดต่อ และต้นทุนต่อรายชื่อ ได้ด้วยตัวเอง
- เปลี่ยนคนทำทุก 6 เดือน งาน SEO และแบรนด์เป็นงานสะสม เริ่มใหม่บ่อยคือทิ้งของที่สะสมมา
- จ่ายงวดสุดท้ายก่อนได้ไฟล์ต้นฉบับ ผูกงวดสุดท้ายไว้กับการส่งมอบไฟล์และบัญชีให้ครบ
- ตกลงกันด้วยวาจา โดยเฉพาะขอบเขตงานและความเป็นเจ้าของ ควรมีเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ แม้เป็นคนรู้จักกัน
- คาดหวังผล SEO ใน 30 วัน โฆษณาเห็นผลได้เร็วตั้งแต่สัปดาห์แรก แต่งานที่ทำให้เว็บติดอันดับในตลาดที่มีการแข่งขันมักต้องใช้เวลาหลายเดือน
คำถามที่พบบ่อย
Digital Marketing Agency ทำอะไรบ้าง
ทำการตลาดออนไลน์แทนธุรกิจ งานหลักคือ SEO, ยิงโฆษณา Google/Meta/TikTok, ดูแลโซเชียลและคอนเทนต์, ทำหรือปรับเว็บไซต์ และวางแบรนด์ แต่ละเจ้าเก่งไม่เท่ากัน บางเจ้าทำครบ บางเจ้าเชี่ยวชาญเรื่องเดียว ดูตารางประเภทด้านบนแล้วเลือกให้ตรงกับปัญหาของคุณ
Digital Marketing Agency ที่ดีที่สุดคือเจ้าไหน
ไม่มีเจ้าที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ เอเจนซี่ที่เก่งโฆษณาแบรนด์ใหญ่อาจไม่เหมาะกับรีสอร์ทในกระบี่ที่ต้องการลูกค้าจองตรง ให้ใช้เช็กลิสต์ในบทความนี้คุยกับ 2-3 เจ้า แล้วเลือกเจ้าที่ตอบได้ชัด ให้คุณถือบัญชีทุกอย่าง และมีเคสใกล้ธุรกิจคุณที่ตรวจสอบได้
เอเจนซี่กับบริษัทรับทำเว็บต่างกันอย่างไร
บริษัทรับทำเว็บส่วนใหญ่ขายเป็นโปรเจกต์ จบแล้วจบเลย ส่วนเอเจนซี่ขายความสัมพันธ์ต่อเนื่องรายเดือน ถ้าต้องการแค่เว็บหนึ่งเว็บที่ไม่ค่อยเปลี่ยน บริษัทรับทำเว็บหรือฟรีแลนซ์ก็พอ
จ้างเอเจนซี่ดีไหมถ้ามีงบเดือนละหนึ่งหมื่นบาท
ตรง ๆ คือที่งบระดับนี้ ฟรีแลนซ์ที่ดีจะให้คุณค่ามากกว่า เพราะเอเจนซี่ที่รับงานหมื่นเดียวต้องเฉลี่ยเวลาให้ลูกค้าจำนวนมากจนงานกลายเป็นเทมเพลต ใช้เงินก้อนนี้กับฟรีแลนซ์ที่เก่งเรื่องเดียวที่คุณต้องการที่สุดแทน
ควรเซ็นสัญญากี่เดือน
สำหรับงานต่อเนื่อง 3-6 เดือนถือว่าเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย พร้อมจุดทบทวนที่เดือน 3 และสิทธิ์ยกเลิกโดยแจ้งล่วงหน้า 30 วันหลังจากนั้น เลี่ยงสัญญา 12 เดือนที่ไม่มีทางออก
เอเจนซี่ต่างจังหวัดสู้เอเจนซี่กรุงเทพได้ไหม
ได้ในงานที่ต้องเข้าใจตลาดท้องถิ่นและภาษา แต่สู้ไม่ได้ในงานที่ต้องใช้กำลังคนและงบสื่อขนาดใหญ่ เลือกตามลักษณะงาน ไม่ใช่ตามที่ตั้งสำนักงาน
ถ้าตอนนี้โดเมนอยู่ในชื่อคนอื่นควรทำอย่างไร
ขอโอนทันทีตอนที่ความสัมพันธ์ยังดีอยู่ อย่ารอจนถึงวันเลิกจ้าง การโอนโดเมนใช้เวลาไม่กี่วันถ้าทั้งสองฝ่ายร่วมมือ แต่จะยากมากถ้าฝ่ายหนึ่งไม่ตอบ
จ้างเอเจนซี่แล้วยังต้องมีคนดูแลภายในอยู่ไหม
ต้องมี อย่างน้อยหนึ่งคนที่ตัดสินใจแทนธุรกิจได้และตอบคำถามเรื่องสินค้าได้เร็ว เอเจนซี่ที่ไม่มีคู่สนทนาฝั่งลูกค้าจะทำงานช้าลงชัดเจน
สรุป
คำถามว่า “จ้างเอเจนซี่ดีไหม” หรือ “เลือก Digital Marketing Agency เจ้าไหน” ตอบไม่ได้ด้วยคำเดียว เพราะขึ้นกับปริมาณงานจริง งบต่อปีที่รับได้ ความเร็วที่ธุรกิจต้องการ และคนที่คุณมีอยู่แล้วในบ้าน
สิ่งที่ตอบได้เหมือนกันทุกกรณีมีสามข้อ: หนึ่ง เทียบต้นทุนต่อปี ไม่ใช่ต่อเดือน และบวกค่าเครื่องมือกับเวลาผู้บริหารเข้าไปด้วย สอง เขียนเวลาตอบสนองและขอบเขตงานเป็นตัวเลขในสัญญา สาม ให้โดเมน โฮสติ้ง ซอร์สโค้ด และบัญชีโฆษณาทุกบัญชีอยู่ในชื่อธุรกิจของคุณตั้งแต่วันแรก ไม่มีข้อยกเว้น
ทำสามข้อนี้ได้ คุณจะเลือกผิดได้ยาก และต่อให้เลือกผิดจริง ต้นทุนของการเปลี่ยนใจก็เป็นแค่เรื่องน่าเสียดาย ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ธุรกิจสะดุด
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเว็บตอนนี้มีปัญหาอะไร หรือใบเสนอราคาที่ได้มาคุ้มไหม ส่งมาให้เราดูก่อนได้ ผ่านหน้า ขอตรวจเว็บฟรี หรือทัก LINE OA ปรึกษาฟรี ไม่จ้างก็ไม่เป็นไร
