Google Search Console คืออะไร? Google Search Console (GSC) คือเครื่องมือฟรีจาก Google ที่บอกเจ้าของเว็บว่า Google มองเห็นเว็บเราอย่างไร: คนค้นคำอะไรแล้วเจอเรา ได้คลิกเท่าไร หน้าไหนถูก index หรือไม่ถูก index เพราะอะไร และมีปัญหาเทคนิคหรือบทลงโทษอะไรบ้าง วิธีใช้ Search Console เริ่มจากยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บ (verify) ส่ง sitemap แล้วเปิดดูรายงาน Performance กับ Pages เป็นประจำ

ทำไมทุกเว็บต้องเปิด Google Search Console
ถ้าเว็บคุณยังไม่ได้เชื่อมกับ Google Search Console ก็เท่ากับทำ SEO แบบไม่เห็นหน้าปัด เครื่องมือ SEO ตัวอื่นเดาข้อมูลจากการ crawl ของตัวเอง แต่ Search Console คือข้อมูลที่ Google ให้เราตรง ๆ
ทุกวันนี้หน้าผลค้นหามีทั้ง AI Overviews, rich results และ snippet หลายแบบ การรู้ว่าเว็บเราโผล่ตรงไหน ด้วยคำอะไร และติดปัญหาอะไร จึงสำคัญกว่าเดิม Search Console ตอบคำถามพวกนี้ได้ว่า Google index ไปกี่หน้า ติดอันดับด้วยคำไหน และมีปัญหา Technical SEO ตรงไหนที่ต้องแก้
ที่ Southern Whale เราเปิดข้อมูลจาก Search Console ของลูกค้าในทุกงาน ตรวจสุขภาพ SEO (SEO Audit) เพราะเป็นข้อมูลชุดเดียวที่บอกได้ว่า Google เห็นเว็บอย่างไรจริง ๆ และใช้ฟรี ไม่จำกัดจำนวนเว็บ
บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ Search Console คืออะไร วิธี verify ส่ง sitemap ไปจนถึงอ่านทุกรายงานหลักตามหน้าตาเครื่องมือปัจจุบัน (ตุลาคม 2026) และวิธีต่อเข้ากับ Looker Studio กับ GA4
Google Search Console คืออะไร? ประวัติย่อจาก Webmaster Tools ถึงปัจจุบัน
Google Search Console หรือ GSC คือบริการฟรีของ Google ที่ช่วยให้เจ้าของเว็บ นักการตลาด และนักพัฒนา ตรวจสอบและดูแลการแสดงผลของเว็บใน Google Search
จาก Google Webmaster Tools สู่ Google Search Console
เดิมเครื่องมือนี้ชื่อ “Google Webmaster Tools” ใช้ดูข้อมูลพื้นฐาน เช่น crawl error, sitemap และลิงก์
ปี 2015 Google เปลี่ยนชื่อเป็น “Google Search Console” เพื่อบอกว่าไม่ได้มีไว้แค่ webmaster แต่เจ้าของธุรกิจ คนทำคอนเทนต์ และนักการตลาดก็ใช้ได้
ช่วงปี 2018-2020 Google ออก Search Console เวอร์ชันใหม่ทั้งหมด มี URL Inspection, รายงาน Core Web Vitals และรายงาน rich results แบบแยกประเภท
หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ควรรู้ เพราะบทความเก่าหลายแห่งยังอ้างถึงของที่ไม่มีแล้ว:
- มีนาคม 2024: INP (Interaction to Next Paint) เข้ามาแทน FID ใน Core Web Vitals
- ธันวาคม 2023: Google ปิดรายงาน Mobile Usability และเครื่องมือ Mobile-Friendly Test
- ปลายปี 2023: รายงาน Page Experience ถูกถอดออก เหลือรายงาน Core Web Vitals กับ HTTPS แยกกัน
- ปลายปี 2023: robots.txt Tester แบบเก่าถูกแทนด้วยรายงาน robots.txt ในหน้า Settings
- AI Overviews / AI Mode: Google นับ impression และคลิกจากส่วนนี้รวมอยู่ในรายงาน Performance ประเภท Web ไม่ได้แยกเป็นรายงานต่างหาก
Search Console ทำอะไรได้บ้าง?
เมนูหลักของ Search Console แบ่งเป็นกลุ่มประมาณนี้ (บางเมนูจะโผล่เฉพาะเมื่อเว็บมีข้อมูลประเภทนั้น):
- Performance: Search results, Discover และ Google News ดูคลิก impression CTR และอันดับเฉลี่ย
- Indexing: Pages, Video pages, Sitemaps, Removals
- Experience: Core Web Vitals และ HTTPS
- Shopping / Enhancements: รายงาน rich results ตามประเภท structured data ที่ Google เจอ เช่น Breadcrumbs, Product snippets, Merchant listings, Videos
- Security & Manual Actions: Manual actions และ Security issues
- Links: ลิงก์ภายนอกและลิงก์ภายใน
- Settings: Crawl stats, robots.txt report, ผู้ใช้และสิทธิ์, Change of address
และมี URL Inspection อยู่ที่ช่องค้นหาด้านบนสุด ใช้ตรวจ URL ทีละหน้า
ทำไม Google Search Console ถึงสำคัญ (และฟรี)
คำถามที่เจอบ่อยคือ “มี Ahrefs หรือ SE Ranking แล้ว ยังต้องใช้ Search Console อีกไหม?” คำตอบคือต้อง เพราะ GSC มีข้อมูลที่เครื่องมือภายนอกไม่มี
5 เหตุผลที่ทุกเว็บต้องมี Search Console
1. ข้อมูลตรงจาก Google
Ahrefs, SE Ranking, Semrush ใช้ข้อมูลจาก crawler และการประมาณการของตัวเอง ตัวเลข traffic ของบางเว็บคลาดจากจริงได้มาก ส่วน Search Console คือข้อมูลการแสดงผลที่ Google เก็บเอง จึงใช้เป็นตัวตั้งได้ดีที่สุด
2. เห็นคำค้นที่ได้คลิกและ impression จริง
GSC บอกได้ว่าคนค้นคำไหนแล้วเห็นเว็บเรา รวมถึงคำ long-tail ที่เราติดอันดับโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลนี้ใช้วางแผนคอนเทนต์ได้ตรงกว่าการเดา
3. รู้ปัญหา Technical SEO เร็ว
ถ้าเว็บโดน manual action, โดนแฮก, หน้าสำคัญหลุดจาก index หรือ server error เพิ่มขึ้น GSC จะแสดงในรายงานและส่งอีเมลแจ้ง ก่อนที่เราจะเห็นจาก traffic ที่ตก
4. ส่ง sitemap และขอให้ crawl หน้าใหม่
เขียนบทความใหม่หรือแก้หน้าสำคัญ ใช้ URL Inspection กด Request Indexing ได้ทันที ช่วยให้ Google รู้เร็วขึ้น แม้ไม่รับประกันว่าจะ index
5. ฟรีทั้งหมด
ไม่มีแพ็กเกจเสียเงิน ไม่จำกัดจำนวนเว็บ เทียบกับเครื่องมือ SEO แบบเสียเงินที่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน (ดูราคาล่าสุดได้ที่หน้าราคาของแต่ละเจ้า)
เคล็ดลับ: ถ้างบจำกัด ใช้ Search Console + GA4 ซึ่งฟรีทั้งคู่ ก็ทำ SEO ได้จริงจังแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือพรีเมียมตั้งแต่วันแรก
วิธี Verify เว็บใน Google Search Console
ก่อนใช้งาน ต้อง verify property เพื่อพิสูจน์ว่าเว็บเป็นของเราจริง
เริ่มต้น: เพิ่ม Property
- เข้า https://search.google.com/search-console/
- ล็อกอินด้วย Google Account (แนะนำบัญชีของบริษัท ไม่ใช่บัญชีส่วนตัวของพนักงานหรือฟรีแลนซ์)
- คลิก “Add property”
- เลือก 1 ใน 2 แบบ:
- Domain: ครอบคลุมทุก subdomain และทุก protocol (http/https, www/non-www) แนะนำที่สุด
- URL prefix: เฉพาะ URL ที่ขึ้นต้นตามที่กำหนด เช่น
https://www.example.com/
Domain property verify ได้ทางเดียวคือ DNS record ส่วน URL prefix เลือกได้หลายวิธีตามด้านล่าง
วิธีที่ 1: DNS Record (TXT) แนะนำที่สุด
เหมาะกับ: ทุกเว็บที่เข้าไปแก้ DNS ได้ (Cloudflare, GoDaddy, Namecheap, Hostinger ฯลฯ)
ขั้นตอน:
- ใน GSC เลือก Domain แล้วกรอกโดเมน เช่น
example.com - Google จะให้ TXT record รูปแบบ
google-site-verification=XXXXXXXXXXXX - ไปที่ผู้ให้บริการ DNS ของคุณ แล้วเพิ่ม record:
- Type: TXT
- Name/Host: @ (หรือ root)
- Value: ค่าที่คัดลอกมาจาก GSC
- TTL: Auto / 3600
- บันทึก แล้วรอ DNS อัปเดต (ส่วนใหญ่ไม่กี่นาที บางเจ้าอาจถึงหลายชั่วโมง)
- กลับมาที่ GSC คลิก Verify
Cloudflare: เลือกโดเมน > DNS > Records > Add record > Type = TXT, Name = @, Content = ค่าจาก GSC
ข้อดี: verify ครั้งเดียวครอบคลุมทั้งโดเมนและทุก subdomain ไม่ผูกกับไฟล์บนเว็บ ย้ายโฮสต์หรือเปลี่ยนธีมก็ไม่หลุด ข้อเสีย: ต้องมีสิทธิ์เข้า DNS
ถ้าเว็บคุณจ้างคนอื่นทำ และไม่รู้ว่า DNS อยู่ที่ไหน ให้ถามผู้ดูแลก่อน เป็นจุดที่เจ้าของธุรกิจหลายรายไม่มีสิทธิ์เข้าถึงโดเมนของตัวเอง ซึ่งควรแก้ให้เรียบร้อย
วิธีที่ 2: HTML Tag (Meta Tag)
เหมาะกับ: เว็บที่แก้ <head> ของหน้าแรกได้ (WordPress, Astro, Next.js)
ขั้นตอน:
- ใน GSC เลือก HTML tag
- คัดลอก tag รูปแบบ
<meta name="google-site-verification" content="xxxxxxxxxx" /> - วางไว้ใน
<head>ของหน้าแรก - บันทึกและเผยแพร่ แล้วเปิด View Source หน้าแรกค้นหาคำว่า
google-site-verification - กลับมาที่ GSC คลิก Verify
WordPress: ถ้าใช้ Rank Math (ดู คู่มือ Rank Math Pro) ใส่ค่าได้ที่ General Settings > Webmaster Tools ไม่ต้องแก้โค้ด Yoast ก็มีช่องใส่คล้ายกัน
Astro: วาง tag ใน layout หลัก เช่น src/layouts/BaseLayout.astro
ข้อดี: ง่าย ใช้ปลั๊กอินช่วยได้ ข้อเสีย: ถ้าเปลี่ยนธีมหรือถอดปลั๊กอิน tag หาย จะหลุด verify
วิธีที่ 3: HTML File Upload
เหมาะกับ: เว็บที่เข้า hosting หรือ FTP ได้
- ใน GSC เลือก HTML file แล้วดาวน์โหลดไฟล์ (ชื่อคล้าย
googleXXXXXXXX.html) - อัปโหลดไปที่ root ของเว็บ (เช่น
/public_html/) - ทดสอบเปิด
https://yourwebsite.com/googleXXXXXXXX.htmlต้องเห็นเนื้อหาในไฟล์ - กลับมาที่ GSC คลิก Verify
ข้อเสีย: ห้ามลบไฟล์นี้ ไม่อย่างนั้นสิทธิ์จะหลุด
วิธีที่ 4: Google Analytics
เหมาะกับ: เว็บที่ติด GA4 ผ่าน gtag.js อยู่แล้ว และบัญชีของคุณมีสิทธิ์ Editor ขึ้นไปใน property นั้น
- ใน GSC เลือก Google Analytics
- ตรวจว่าโค้ด GA อยู่ใน
<head>ของหน้าแรก - คลิก Verify
ข้อเสีย: ถ้าถอดโค้ด GA ออก สิทธิ์จะหลุด
วิธีที่ 5: Google Tag Manager
เหมาะกับ: เว็บที่ใช้ GTM และบัญชีของคุณมีสิทธิ์ Publish ใน container
- ใน GSC เลือก Google Tag Manager
- ตรวจว่าโค้ด GTM ติดตั้งถูกตำแหน่งตามที่ Google แนะนำ
- คลิก Verify
Verify วิธีไหนดีที่สุด?
| วิธี | ใช้ได้กับ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| DNS Record | Domain และ URL prefix | ทุกเว็บที่เข้าถึง DNS ได้ ใช้ระยะยาว |
| HTML Tag | URL prefix | WordPress/Astro ที่มีปลั๊กอิน SEO |
| HTML File | URL prefix | เว็บที่เข้าไฟล์บนโฮสต์ได้ |
| Google Analytics | URL prefix | เว็บที่มี GA4 ผ่าน gtag.js |
| Google Tag Manager | URL prefix | เว็บที่ใช้ GTM อยู่แล้ว |
สรุป: ถ้าทำได้ ใช้ Domain property + DNS record เป็นหลัก แล้วค่อยเพิ่ม URL prefix ถ้าอยากแยกดูข้อมูลบาง subdomain หรือบางโฟลเดอร์
Submit Sitemap ใน Search Console และการติดตามผล
หลัง verify เสร็จ สิ่งถัดไปคือ ส่ง sitemap เพื่อบอก Google ว่าเว็บมีหน้าอะไรบ้าง
Sitemap คืออะไร?
Sitemap คือไฟล์ XML ที่รวม URL ของหน้าที่เราอยากให้ Google รู้จัก ใส่ lastmod (วันที่แก้ล่าสุด) ได้ ซึ่ง Google ใช้เป็นสัญญาณเมื่อค่าเชื่อถือได้ ส่วน changefreq และ priority Google ประกาศว่าไม่ได้ใช้แล้ว รายละเอียดเต็มอยู่ใน คู่มือทำ XML Sitemap
ตำแหน่ง sitemap ที่พบบ่อย:
- WordPress + Rank Math / Yoast:
https://yoursite.com/sitemap_index.xml - WordPress ไม่มีปลั๊กอิน:
https://yoursite.com/wp-sitemap.xml - Astro (ใช้
@astrojs/sitemap):https://yoursite.com/sitemap-index.xml - Next.js: ใช้
app/sitemap.tsหรือแพ็กเกจnext-sitemap
ขั้นตอน Submit Sitemap
- เข้า GSC เลือก property
- เมนูซ้าย Indexing > Sitemaps
- ในช่อง “Add a new sitemap” กรอกส่วนท้ายของ URL เช่น
sitemap_index.xml - คลิก Submit
- Google จะแสดง:
- Status: Success / Has errors / Couldn’t fetch
- Discovered pages: จำนวน URL ที่อ่านได้
- Last read: วันที่อ่านล่าสุด
ติดตามผลหลังส่ง
กลับมาเช็กทุก 1-2 สัปดาห์ว่า
- Status ยังเป็น Success
- จำนวน URL ใกล้เคียงกับจำนวนหน้าจริงที่อยากให้ index
- ถ้ามี error ให้คลิกเข้าไปดูว่าผิดที่ URL ไหน
Tip: ถ้า URL ใน sitemap น้อยกว่าที่คาด อาจเป็นเพราะปลั๊กอินตัดบางประเภทออก หรือบางส่วนถูกบล็อกด้วย robots.txt ให้เช็กทั้งสองจุด อีกเรื่องที่เจอบ่อยคือ sitemap มี URL ที่ redirect หรือ noindex ปนอยู่ ควรเหลือแต่ URL ที่ตอบ 200 และอยากให้ index จริง
รายงานหลักใน Google Search Console ปี 2026
ต่อไปนี้คือรายงานที่ควรรู้จัก เรียงตามเมนูจริงของเครื่องมือ
1. Performance (Search results, Discover, Google News)
Performance > Search results คือรายงานที่ใช้บ่อยที่สุด บอก 4 ค่า:
- Total clicks: จำนวนคลิกจากผลค้นหาเข้าเว็บ
- Total impressions: จำนวนครั้งที่ลิงก์เว็บเราถูกแสดง
- Average CTR: คลิก / impression
- Average position: อันดับเฉลี่ย
แยกดูได้ตาม Query, Page, Country, Device, Search appearance และวันที่ เลือก Search type ได้ว่าเป็น Web, Image, Video หรือ News เปรียบเทียบสองช่วงเวลา และ export เป็น CSV หรือ Google Sheets ได้
ถ้าเว็บมีคนเห็นใน Google Discover หรือแท็บ Google News จะมีรายงาน Discover และ Google News แยกออกมาให้ (เมนูนี้จะไม่แสดงถ้าเว็บยังไม่มีข้อมูลประเภทนั้น)
เราเจาะวิธีอ่านรายงานนี้ในหัวข้อถัดไป
2. Pages (Page indexing)
บอกว่าหน้าไหน Indexed และหน้าไหน Not indexed พร้อมเหตุผล เช่น
- Crawled - currently not indexed: crawl แล้วแต่ยังไม่เลือก index
- Discovered - currently not indexed: รู้จัก URL แล้วแต่ยังไม่ crawl
- Excluded by ‘noindex’ tag: มี noindex
- Not found (404)
- Page with redirect
- Duplicate without user-selected canonical
รายละเอียดและวิธีแก้อยู่ในหัวข้อ “Pages Report เจาะลึก” ด้านล่าง
3. Video pages
ถ้าเว็บมีวิดีโอฝังอยู่ในหน้า รายงานนี้บอกว่า Google index วิดีโอในหน้าไหนได้ และหน้าไหนไม่ได้เพราะอะไร เช่น วิดีโอไม่ใช่เนื้อหาหลักของหน้า หรือหาไฟล์วิดีโอไม่เจอ
4. Sitemaps
ดู sitemap ที่ส่งไป สถานะ และจำนวน URL ที่ Google อ่านได้ (ดูหัวข้อด้านบน)
5. Removals
ใช้ซ่อน URL จากผลค้นหาชั่วคราวประมาณ 6 เดือน เหมาะกับกรณีเร่งด่วน เช่น หน้าที่หลุดข้อมูลส่วนตัว นอกจากนี้ยังดูคำขอ “Outdated content” ที่คนภายนอกยื่นเกี่ยวกับเว็บเรา และหน้าที่ถูกจัดเป็นเนื้อหา SafeSearch ได้
คำเตือน: Removals แค่ซ่อนชั่วคราว ถ้าอยากเอาออกถาวรต้องลบหน้าจริง (ให้ตอบ 404/410) หรือใส่ noindex ด้วย
6. Core Web Vitals
ดูประสบการณ์ใช้งานจริงจากข้อมูลผู้ใช้ Chrome (CrUX) ตาม 3 ค่า:
- LCP (Largest Contentful Paint): เวลาที่องค์ประกอบใหญ่สุดแสดงผล ควรไม่เกิน 2.5 วินาที
- INP (Interaction to Next Paint): เวลาตอบสนองต่อการคลิก/แตะ ควรไม่เกิน 200 ms (มาแทน FID ตั้งแต่ 12 มีนาคม 2024)
- CLS (Cumulative Layout Shift): ความนิ่งของเลย์เอาต์ ควรไม่เกิน 0.1
แยก Mobile / Desktop และจัดกลุ่ม URL เป็น Good, Need improvement, Poor เว็บที่ traffic น้อยอาจขึ้นว่าไม่มีข้อมูลพอ ให้ใช้ PageSpeed Insights วัดรายหน้าแทน อ่านวิธีแก้แต่ละค่าได้ใน คู่มือ Core Web Vitals
7. HTTPS
บอกว่ามีกี่ URL ที่ Google เสิร์ฟผ่าน HTTPS และหน้าไหนยังเป็น HTTP หรือมีปัญหาใบรับรอง
เรื่องมือถือ: รายงาน Mobile Usability ถูกปิดไปตั้งแต่ธันวาคม 2023 ปัจจุบัน Google ใช้ mobile-first indexing กับเว็บเกือบทั้งหมดแล้ว การเช็กว่าเว็บใช้บนมือถือได้ดีไหมให้ใช้ Lighthouse ใน Chrome DevTools หรือ PageSpeed Insights แทน อ่านเพิ่มที่ Mobile-First Indexing คืออะไร
8. Shopping และ Enhancements (Rich results)
เมนูนี้แสดงตามประเภท structured data ที่ Google เจอบนเว็บ เช่น Breadcrumbs, Product snippets, Merchant listings, Review snippets, Videos แต่ละรายงานบอกจำนวน item ที่ valid และ invalid พร้อมสาเหตุ (ดูหัวข้อ Schema ด้านล่าง)
9. Manual actions
บอกว่าเว็บโดนลงโทษโดยทีมของ Google หรือไม่ ปกติควรเห็น “No issues detected”
สาเหตุที่พบบ่อย:
- ลิงก์ไม่เป็นธรรมชาติ (ซื้อลิงก์ แลกลิงก์เป็นระบบ)
- เนื้อหาบางหรือสแปม
- Cloaking / sneaky redirects
- ข้อความซ่อน / ยัดคีย์เวิร์ด
- Site reputation abuse (ปล่อยเนื้อหาของบุคคลที่สามบนเว็บเพื่อเกาะชื่อเสียงโดเมน)
ถ้าโดน ให้แก้ให้ครบทุกจุด แล้วกด Request Review อธิบายสิ่งที่แก้ Google จะตอบกลับทางอีเมล ระยะเวลาไม่แน่นอน ตั้งแต่ไม่กี่วันถึงหลายสัปดาห์
10. Security issues
แจ้งเตือนเมื่อเว็บมี:
- Hacked content (เช่น โดนฝังหน้าสแปมพนันหรือยา)
- Malware และ harmful downloads
- Social engineering (หน้าหลอกลวง/phishing)
ถ้าโดน Chrome อาจขึ้นหน้าเตือนก่อนเข้าเว็บ และผลค้นหาอาจมีป้ายเตือน traffic ตกหนัก ต้องแก้ทันทีแล้วกด Request Review
11. Links
แสดง:
- External links: หน้าที่ได้ลิงก์จากภายนอกมากสุด, เว็บที่ลิงก์มามากสุด, anchor text ที่พบบ่อย
- Internal links: หน้าที่ได้ลิงก์ภายในมากสุด
เคล็ดลับ: ข้อมูลลิงก์ใน GSC เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ทุกลิงก์ และไม่ได้บอกว่าลิงก์ไหนถูกนับ ใช้ดูภาพรวมคู่กับ Ahrefs จะเห็นครบกว่า ส่วนรายงาน Internal links มีประโยชน์มากในการหาหน้าสำคัญที่ลิงก์ภายในน้อยเกินไป
12. Settings: Crawl stats และ robots.txt
ในหน้า Settings มีรายงานที่หลายคนมองข้าม:
- Crawl stats: Googlebot เข้าเว็บวันละกี่ครั้ง ดาวน์โหลดกี่ KB เวลาตอบสนองของ server และสัดส่วน response code (200, 301, 404, 5xx) ถ้าเห็น 5xx หรือเวลาตอบสนองพุ่ง มักเป็นปัญหาโฮสต์
- robots.txt: ไฟล์ robots.txt ที่ Google ดึงไปล่าสุด และ error ถ้ามี
- Users and permissions: เพิ่มทีมหรือเอเจนซีเป็น Owner / Full / Restricted
- Change of address: ใช้ตอนย้ายโดเมน
URL Inspection: ตรวจทีละหน้า + Request Indexing
URL Inspection คือเครื่องมือที่ใช้บ่อยที่สุดตอนแก้ปัญหารายหน้า ทำได้ 3 อย่าง:
- ดูสถานะใน index: Google index หน้านี้หรือยัง
- Test live URL: ทดสอบตอนนี้ว่า Googlebot เข้าถึงและเรนเดอร์หน้าได้ไหม
- Request indexing: ขอให้ Google crawl หน้านี้ใหม่
ขั้นตอนใช้งาน
- พิมพ์ URL เต็มลงในช่องค้นหาด้านบน (“Inspect any URL in …”)
- กด Enter รอสักครู่
- ผลที่ได้จะเป็นหนึ่งในนี้:
- URL is on Google
- URL is on Google, but has issues
- URL is not on Google
- ด้านล่างจะเห็นส่วน Page indexing (วิธีที่ Google เจอหน้า, วันที่ crawl ล่าสุด, ถูกบล็อกหรือไม่, canonical ที่เราระบุเทียบกับ canonical ที่ Google เลือก) และส่วน Enhancements (structured data ที่เจอ)
จุดที่ควรดูทุกครั้งคือ User-declared canonical กับ Google-selected canonical ถ้าไม่ตรงกัน แปลว่า Google เลือกหน้าอื่นเป็นตัวหลักแทนหน้านี้
Test live URL
แก้หน้าเสร็จแล้วอยากรู้ว่า Google เข้าถึงได้ปกติไหม:
- คลิก Test live URL มุมขวาบน
- รอประมาณ 1 นาที
- ผลลัพธ์:
- URL is available to Google: เข้าถึงได้
- URL is not available to Google: มีปัญหา เช่น ถูกบล็อกด้วย robots.txt, มี noindex หรือหน้าตอบ 404/5xx
- กด View tested page ดู HTML ที่เรนเดอร์แล้ว screenshot และ resource ที่โหลดไม่ได้ มีประโยชน์มากกับเว็บที่ใช้ JavaScript หนัก
Request indexing
หลังแก้หน้าเสร็จหรือเผยแพร่บทความใหม่:
- ตรวจ URL ด้วย URL Inspection
- คลิก Request indexing
- Google จะนำ URL เข้าคิว crawl ส่วนจะ index หรือไม่ และเร็วแค่ไหน Google ตัดสินเอง บางหน้าไม่กี่ชั่วโมง บางหน้าหลายวัน
ข้อจำกัด: Request indexing มีโควตาต่อวันต่อ property ซึ่ง Google ไม่ประกาศตัวเลขชัดเจน ถ้ามีหน้าใหม่จำนวนมาก ให้พึ่ง sitemap กับลิงก์ภายในเป็นหลัก การกดซ้ำหลายรอบไม่ช่วยให้เร็วขึ้น
Performance Report เจาะลึก: Clicks, Impressions, CTR, Position
4 ตัวเลขหลัก
1. Clicks
จำนวนครั้งที่คนกดจากผลค้นหาเข้าเว็บเรา
2. Impressions
จำนวนครั้งที่ลิงก์เว็บเราถูกแสดงในหน้าผลค้นหา ไม่ว่าคนจะกดหรือไม่ (ลิงก์ต้องอยู่ในส่วนที่ถูกโหลดมาให้ผู้ใช้เห็น ไม่จำเป็นต้อง scroll ไปถึง)
3. CTR (Click-Through Rate)
= Clicks / Impressions × 100
ไม่มีค่ามาตรฐานตายตัว CTR ขึ้นกับอันดับ ประเภทคำค้น (แบรนด์หรือไม่ใช่แบรนด์) และสิ่งที่อยู่บนหน้าผลค้นหา เช่น โฆษณา, AI Overviews, แผนที่ หรือ rich results ของคู่แข่ง วิธีที่ดีกว่าคือเทียบ CTR ของหน้าเรากับตัวเราเองในอันดับใกล้ ๆ กัน คำไหนต่ำกว่าคำอื่นชัดเจนคือจุดที่ควรปรับ title และ description
4. Average position
อันดับเฉลี่ยของลิงก์บนสุดของเว็บเราในทุก impression ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ย จึงอาจต่างจากที่เห็นเมื่อค้นเองซึ่งมีผลจากพื้นที่ อุปกรณ์ และประวัติการค้น
วิธีอ่านแบบใช้งานได้จริง (ตัวอย่างสมมติ)
| Query | Clicks | Impressions | CTR | Position |
|---|---|---|---|---|
| รับทำเว็บ ภูเก็ต | 40 | 900 | 4.4% | 6.1 |
| ทำเว็บรีสอร์ท | 12 | 1,100 | 1.1% | 5.8 |
| ทำเว็บโรงแรม ราคา | 3 | 450 | 0.7% | 13.4 |
อ่านอย่างไร:
- “ทำเว็บรีสอร์ท” อันดับใกล้ ๆ กับคำแรก แต่ CTR ต่ำกว่ามาก แปลว่า title/description อาจไม่ตรงกับสิ่งที่คนค้นอยากเห็น ลองดูหน้าผลค้นหาจริงแล้วปรับให้ตรงความต้องการ
- “ทำเว็บโรงแรม ราคา” อยู่หน้า 2 มี impression พอสมควร เป็นคำที่ควรดันขึ้นหน้าแรก เช่น เพิ่มหัวข้อเรื่องราคาในหน้า และเพิ่มลิงก์ภายในจากบทความที่เกี่ยวข้อง
- “รับทำเว็บ ภูเก็ต” อยู่ในเกณฑ์ปกติ ดูแลไม่ให้ตก
Filter ที่ใช้บ่อย
- Query contains “ราคา”: ดูคำที่มีเจตนาซื้อ
- Query not containing ชื่อแบรนด์: แยกคำแบรนด์ออก จะเห็นการเติบโตของ SEO จริง ๆ
- Page: เลือกหน้าเดียว ดูว่าหน้านั้นติดด้วยคำอะไรบ้าง
- Country = Thailand: ดูเฉพาะคนค้นจากไทย
- Device: เทียบ Mobile กับ Desktop
- Position 8-20 (ใช้ Export แล้วกรองใน Sheets): หาคำที่ใกล้หน้าแรก คุ้มที่สุดที่จะลงแรง
เปรียบเทียบช่วงเวลา
คลิกตัวกรอง Date > แท็บ Compare เลือกเทียบ 3 เดือนล่าสุดกับช่วงเดียวกันปีก่อน จะตัดผลของฤดูกาลออกได้ดีกว่าการเทียบเดือนต่อเดือน สำคัญมากกับธุรกิจท่องเที่ยวในภาคใต้ที่ high season กับ low season ต่างกันชัด
Pages Report เจาะลึก: Indexed, Not indexed และวิธีแก้
รายงาน Coverage เดิมถูกเปลี่ยนเป็น Pages (Page indexing) ตั้งแต่ปี 2022 ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 สถานะหลักคือ Indexed และ Not indexed พร้อมตาราง “Why pages aren’t indexed”
เหตุผล “Not indexed” ที่พบบ่อย + วิธีแก้
| เหตุผล | ความหมาย | วิธีแก้ |
|---|---|---|
| Crawled - currently not indexed | crawl แล้วแต่ Google ยังไม่เลือก index | ปรับเนื้อหาให้มีคุณค่าและไม่ซ้ำ, เพิ่มลิงก์ภายในเข้าหน้า |
| Discovered - currently not indexed | รู้จัก URL แต่ยังไม่ crawl | เพิ่มลิงก์ภายใน, ใส่ใน sitemap, เช็กว่า server ไม่ช้า |
| Excluded by ‘noindex’ tag | มี noindex | เอา noindex ออกถ้าอยากให้ index |
| Not found (404) | หน้าไม่มีแล้ว | ถ้ามีหน้าที่ใกล้เคียง ทำ 301 redirect ถ้าไม่มี ปล่อย 404 ได้ |
| Page with redirect | URL นี้ redirect ไปที่อื่น | ปกติ ไม่ต้องแก้ แต่อย่าใส่ URL พวกนี้ใน sitemap |
| Duplicate without user-selected canonical | Google มองว่าซ้ำกับหน้าอื่น | ใส่ canonical ให้ชัด หรือรวมหน้า |
| Duplicate, Google chose different canonical than user | Google ไม่เชื่อ canonical ที่เราใส่ | ตรวจว่าเนื้อหาซ้ำจริงไหม, ลิงก์ภายในชี้หน้าไหน |
| Soft 404 | หน้าตอบ 200 แต่ดูเหมือนหน้าว่าง/ไม่มีของ | เพิ่มเนื้อหา หรือให้ตอบ 404/410 จริง |
| Blocked by robots.txt | ถูกบล็อกด้วย robots.txt | ปลดบล็อกถ้าอยากให้ index |
| Server error (5xx) | server ตอบ error | เช็กโฮสต์, ดู Crawl stats ประกอบ |
| Redirect error | redirect วน/ยาวเกิน/ผิด | ไล่ redirect chain ให้สั้นและจบที่หน้า 200 |
ถ้าเพิ่งย้ายเว็บหรือเปลี่ยนโครงสร้าง URL แล้วเห็น 404 กับ redirect เพิ่มขึ้นมาก อ่าน คู่มือ 301 Redirect ประกอบ
ขั้นตอนแก้ปัญหา Indexing
- เข้า Pages ดูตาราง “Why pages aren’t indexed”
- คลิกเหตุผลแต่ละข้อ ดูตัวอย่าง URL
- แยกให้ออกว่าอันไหน “ตั้งใจให้ไม่ index” (เช่น หน้า tag, หน้าค้นหาภายใน) กับอันไหนเป็นปัญหาจริง
- แก้ปัญหา แล้วตรวจด้วย URL Inspection
- กลับไปที่เหตุผลนั้นในรายงาน กด Validate fix แล้วรอ Google ตรวจซ้ำ (มักใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์)
ข้อสังเกต: ถ้าหน้าสำคัญจำนวนมากติด “Crawled - currently not indexed” มักไม่ใช่ปัญหาเทคนิค แต่เป็นเรื่องคุณภาพหรือความซ้ำของเนื้อหา ควรดูภาพรวมทั้งเว็บด้วย SEO Audit หรือไล่ตาม Technical SEO Checklist ก่อนเขียนหน้าใหม่เพิ่ม
Schema และ Rich Results Test: เพิ่มโอกาสได้ Rich Results
Structured data (Schema.org) ช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้าเราเป็นอะไร และทำให้หน้ามีสิทธิ์แสดงเป็น rich result เช่น
- Breadcrumb
- ดาวรีวิว (Review snippet)
- ราคาและสถานะสินค้า (Product)
- Article
- Video
- Local Business
ข้อควรรู้: ใส่ schema ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ rich result และ Google ปรับประเภทที่แสดงอยู่เรื่อย ๆ เช่น FAQ rich results แสดงเฉพาะเว็บหน่วยงานรัฐและสุขภาพที่น่าเชื่อถือตั้งแต่ปี 2023, HowTo rich results ถูกถอดในปีเดียวกัน และ Sitelinks search box ถูกยกเลิกปลายปี 2024 Featured snippet ก็ไม่ได้มาจาก schema แต่มาจากเนื้อหาที่ตอบคำถามชัด
Rich Results Test
เครื่องมือคู่กับ GSC อยู่ที่ https://search.google.com/test/rich-results
- กรอก URL หรือวางโค้ด
- คลิก Test URL
- ผลจะแสดง:
- Valid items: rich result ที่หน้ามีสิทธิ์ได้
- Invalid items / errors: ข้อมูลบังคับขาดหรือผิด
- Warnings: ข้อมูลแนะนำที่ขาด (ไม่ใส่ก็ยังได้)
ถ้าอยากตรวจว่า schema ถูกตามมาตรฐาน Schema.org ทั่วไป (ไม่เฉพาะของ Google) ใช้ validator.schema.org
Schema ที่ควรมีในเว็บธุรกิจ
- Organization หรือ LocalBusiness
- WebSite
- BreadcrumbList
- Article หรือ BlogPosting สำหรับบล็อก
- Product + Offer สำหรับเว็บขายของ
- Review / AggregateRating เฉพาะที่เป็นรีวิวจริงและแสดงบนหน้า
ตัวอย่าง JSON-LD พร้อมใช้อยู่ใน คู่มือ Schema Markup
ดูผลใน Search Console
เมนู Shopping และ Enhancements จะแยกรายงานตามประเภท schema ที่ Google เจอ เช่น Breadcrumbs (X valid), Product snippets (X valid, Y invalid) คลิกเข้าไปดู URL ที่มีปัญหา แก้แล้วกด Validate fix
เชื่อม Search Console กับ Looker Studio และ GA4
ข้อจำกัดของหน้าเว็บ Search Console คือเก็บข้อมูล Performance ย้อนหลังได้ 16 เดือน ตารางในหน้าเว็บแสดงสูงสุด 1,000 แถว และสร้างรายงานแบบรวมหลายแหล่งข้อมูลไม่ได้
ทางแก้มี 2 ระดับ:
- Looker Studio: ทำ dashboard ที่ filter ได้หลายมิติ แชร์ให้ทีมหรือลูกค้าได้ อัปเดตตามข้อมูลใน GSC (ซึ่งช้ากว่าจริงราว 2-3 วัน) แต่ connector ยังดึงย้อนหลังได้แค่ 16 เดือนเหมือนเดิม
- Bulk data export ไป BigQuery: ตั้งค่าใน Settings ของ GSC เพื่อส่งข้อมูลออกไปเก็บทุกวัน เก็บได้นานเท่าที่ต้องการ แต่เริ่มเก็บจากวันที่ตั้งค่าเป็นต้นไป ไม่ย้อนหลัง และอาจมีค่าใช้จ่ายฝั่ง Google Cloud
ขั้นตอนเชื่อม GSC กับ Looker Studio
- เข้า https://lookerstudio.google.com
- คลิก Create > Report
- เลือก connector Search Console
- เลือก property
- เลือกตาราง:
- Site Impression: ข้อมูลระดับเว็บ
- URL Impression: ข้อมูลแยกรายหน้า
- คลิก Add
โครง Dashboard ที่เราใช้
Section 1: KPI ภาพรวม
- Clicks, Impressions, CTR, Position แบบ scorecard
- เทียบกับช่วงก่อนหน้า
Section 2: แนวโน้ม
- กราฟเส้น Clicks + Impressions รายวัน
Section 3: คำค้นหลัก
- ตาราง Query, Clicks, Impressions, CTR, Position
- ตัวกรองแยกคำแบรนด์ / ไม่ใช่แบรนด์
Section 4: หน้าหลัก
- ตาราง Landing page, Clicks, Impressions, CTR, Position
เพิ่ม GA4 ใน Dashboard เดียวกัน
- ใน Looker Studio คลิก Add data
- เลือก Google Analytics แล้วเลือก property GA4
- สร้างกราฟจาก GA4 เช่น Sessions, Engaged sessions, Key events (เดิมเรียก Conversions) และรายได้ถ้าเป็นอีคอมเมิร์ซ
ผลคือเห็นทั้ง “คนเจอเราจากคำอะไร” (GSC) และ “เข้ามาแล้วทำอะไรต่อ” (GA4) ในหน้าเดียว ถ้ายังไม่ได้ติด GA4 ดู วิธีติดตั้ง Google Analytics 4 และถ้าอยากได้ template สำเร็จรูป ดู คู่มือ Looker Studio
นอกจากนี้ใน GA4 ยังเชื่อม Search Console ตรง ๆ ได้ที่ Admin > Product links > Search Console links จะได้รายงาน Queries และ Google organic search traffic ใน GA4
ตัวอย่างการใช้ GSC ตรวจเว็บ: ลำดับที่เราทำจริง
แทนการเล่าเคสพร้อมตัวเลข ขอสรุปเป็นลำดับขั้นที่เราใช้เมื่อเปิด Search Console ของเว็บที่มาขอตรวจ เพื่อให้คุณทำตามกับเว็บตัวเองได้
1. เช็กความครบของ property
- เป็น Domain property หรือไม่ ถ้ามีแค่ URL prefix แบบ www หรือ http เดิม ข้อมูลบางส่วนอาจหายไป
- ใครเป็น Owner บ้าง เจ้าของธุรกิจควรเป็น Owner เอง ไม่ใช่มีแต่บัญชีของคนทำเว็บที่เลิกจ้างไปแล้ว
2. Manual actions และ Security issues
ดูก่อนอย่างอื่น ถ้ามีปัญหาตรงนี้ เรื่องอื่นรอได้
3. Pages
- อัตราส่วน indexed เทียบกับจำนวนหน้าที่ควร index
- หน้าขาย/หน้าบริการหลักอยู่ใน index ครบไหม (ตรวจรายหน้าด้วย URL Inspection)
- มี URL แปลก ๆ โผล่จำนวนมากไหม เช่น URL ภาษาญี่ปุ่นหรือหน้าพนันที่เจ้าของไม่ได้สร้าง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเว็บโดนแฮก
4. Performance
- กรองคำแบรนด์ออก ดูว่าเว็บได้คลิกจากคำทั่วไปเท่าไร
- หาคำที่อยู่อันดับ 8-20 และหน้าที่ impression สูงแต่ CTR ต่ำ
- ดูหน้าที่ traffic ตกเมื่อเทียบปีก่อน
5. Core Web Vitals, HTTPS, Crawl stats
- กลุ่ม URL ที่ Poor บนมือถือ
- server response time และสัดส่วน 5xx ใน Crawl stats
6. Sitemaps และ Links
- sitemap ส่งครบและสถานะ Success
- หน้าสำคัญได้ลิงก์ภายในพอไหม
ผลจากขั้นตอนนี้จะกลายเป็นรายการสิ่งที่ต้องแก้เรียงตามผลกระทบ ซึ่งเป็นแกนของงาน SEO Audit ทุกงานของเรา
5 ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยใน Google Search Console
1. Verify แค่ URL prefix เดียว
หลายเว็บ verify แค่ https://www.example.com แต่เว็บจริงเปิดที่ non-www หรือเคยเป็น http ข้อมูลจึงไม่ครบ
วิธีแก้: เพิ่ม Domain property ด้วย DNS record ครอบคลุมทุกแบบในครั้งเดียว
2. ไม่ส่ง sitemap หรือส่ง sitemap ที่มี URL เสีย
ไม่มี sitemap Google ยังเจอหน้าได้จากลิงก์ แต่หน้าที่ลิงก์ภายในน้อยอาจถูกค้นเจอช้า ส่วน sitemap ที่มี URL redirect/404/noindex ปนอยู่ก็ทำให้สัญญาณสับสน
วิธีแก้: ส่ง sitemap ทันทีหลัง verify และให้ sitemap มีแต่ URL ที่ตอบ 200 และอยากให้ index
3. กด Request indexing แทนการแก้ต้นเหตุ
กดซ้ำทุกวันไม่ช่วยถ้าเนื้อหายังบางหรือหน้าไม่มีลิงก์ภายในเข้า และโควตาต่อวันก็มีจำกัด
วิธีแก้: ใช้ Request indexing กับหน้าที่เพิ่งเผยแพร่หรือเพิ่งแก้ ส่วนที่เหลือพึ่ง sitemap และลิงก์ภายใน
4. ดูแต่ Performance ไม่เคยเปิด Pages
ไม่รู้เลยว่าหน้าบริการหลักหลุดจาก index ไปหลายเดือนแล้ว
วิธีแก้: เปิด Pages อย่างน้อยเดือนละครั้ง และตรวจหน้าเงินสำคัญด้วย URL Inspection เป็นระยะ
5. อีเมลแจ้งเตือนไปไม่ถึงคนที่ต้องแก้
GSC ส่งอีเมลเมื่อมีปัญหาใหม่ แต่ถ้าบัญชีที่ผูกไว้เป็นของคนทำเว็บเก่า เจ้าของจะไม่รู้เลย
วิธีแก้: เพิ่มอีเมลของเจ้าของธุรกิจเป็น Owner และเปิด Email preferences ให้รับแจ้งเตือน
แก้เว็บแล้วอยากรู้ว่าต้องรอกี่วันกว่าตัวเลขใน Search Console จะเปลี่ยน ดูระยะเวลาที่ Google เปิดเผยใน Google Index นานไหม? ระยะเวลาทุกขั้นตั้งแต่ Crawl ถึง Core Update
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Search Console
Search Console คืออะไร ต่างจาก Google Analytics อย่างไร?
Search Console บอกสิ่งที่เกิดขึ้น “ก่อน” คนเข้าเว็บ คือเว็บเราโผล่ในผลค้นหาด้วยคำอะไร อันดับเท่าไร และ Google index หน้าไหน ส่วน Google Analytics (GA4) บอกสิ่งที่เกิด “หลัง” คนเข้าเว็บ เช่น อยู่นานแค่ไหน กดติดต่อหรือซื้อไหม ใช้คู่กันจะเห็นภาพครบ
Google Search Console ฟรีจริงไหม?
ฟรีทั้งหมด ไม่มีแพ็กเกจเสียเงิน ไม่จำกัดจำนวนเว็บ ส่วนที่อาจมีค่าใช้จ่ายคือถ้าเลือกส่งข้อมูลออกไปเก็บใน BigQuery ซึ่งคิดเงินฝั่ง Google Cloud
ต้องมี Google Analytics ก่อนถึงใช้ Search Console ได้ไหม?
ไม่จำเป็น เป็นคนละเครื่องมือ ใช้แยกกันได้ GA4 เป็นแค่หนึ่งในวิธี verify
Search Console เก็บข้อมูลย้อนหลังได้กี่เดือน?
รายงาน Performance เก็บย้อนหลัง 16 เดือน ถ้าอยากเก็บนานกว่านั้นให้ตั้ง Bulk data export ไป BigQuery หรือ export เก็บเองเป็นระยะ
Verify ใช้เวลานานไหม?
HTML tag, HTML file, Google Analytics และ Tag Manager มักเสร็จในไม่กี่นาที DNS record ขึ้นกับผู้ให้บริการ DNS ส่วนใหญ่ไม่กี่นาที บางเจ้าอาจหลายชั่วโมง
ถ้าย้ายโดเมน ต้องทำอะไรใน Search Console?
verify ทั้งโดเมนเก่าและโดเมนใหม่ ทำ 301 redirect แบบหน้าต่อหน้าให้เรียบร้อย แล้วใช้ Change of address ใน Settings ของโดเมนเก่า ดูขั้นตอนเต็มใน คู่มือ 301 Redirect และการย้ายเว็บ
ทำไมจำนวน Indexed น้อยกว่าจำนวนหน้าในเว็บ?
ปกติ Google ไม่ index ทุกหน้า สาเหตุที่พบบ่อยคือเนื้อหาบางหรือซ้ำ ไม่มีลิงก์ภายในเข้า ถูกบล็อกด้วย robots.txt หรือ noindex หรือ Google เพิ่งเจอและยังไม่ crawl ให้ดูเหตุผลในรายงาน Pages แล้วแก้เฉพาะหน้าที่ควรถูก index จริง
ทำไมตัวเลขใน Search Console ไม่ตรงกับ GA4?
นับคนละอย่าง GSC นับคลิกจากผลค้นหา GA4 นับ session ที่ติดตามได้ ซึ่งขึ้นกับการยอมรับคุกกี้ ad blocker และการติดตั้งแท็ก นอกจากนี้ GSC ยังกรองคำค้นที่ไม่ระบุตัวตน (anonymized queries) ออกจากตารางคำค้น ผลรวมคลิกรายคำจึงน้อยกว่ายอดรวม
Search Console กับ Bing Webmaster Tools ต่างกันอย่างไร?
เป็นเครื่องมือฟรีของแต่ละ search engine ในไทยคนส่วนใหญ่ใช้ Google จึงควรโฟกัส Search Console ก่อน แต่ Bing Webmaster Tools นำเข้า property จาก Search Console ได้ในไม่กี่คลิก เปิดไว้ด้วยก็ไม่เสียอะไร
ควรเช็ก Search Console บ่อยแค่ไหน?
- เว็บธุรกิจทั่วไป: ดู Performance สัปดาห์ละครั้ง ดู Pages เดือนละครั้ง
- เว็บที่อัปเดตบ่อยหรือหลายพันหน้า: ดูทุก 2-3 วัน
- หลังย้ายเว็บ เปลี่ยนธีม หรือแก้โครงสร้าง URL: ดูทุกวันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
สรุป: เริ่มใช้ Search Console วันนี้
Google Search Console เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกเว็บควรเปิด ฟรี และเป็นข้อมูลจาก Google โดยตรง ใช้ดูได้ทั้งคำค้นที่พาคนมา สถานะการ index ปัญหาเทคนิค ไปจนถึงบทลงโทษและการโดนแฮก
Checklist เริ่มต้น
- เพิ่ม Domain property และ verify ด้วย DNS record
- ส่ง sitemap
- ให้เจ้าของธุรกิจเป็น Owner และเปิดอีเมลแจ้งเตือน
- เพิ่มทีมหรือเอเจนซีด้วยสิทธิ์ Full หรือ Restricted (ไม่ต้องให้ Owner)
- เชื่อมกับ GA4
- ทำ dashboard ใน Looker Studio (ถ้าต้องรายงานให้ทีม)
- ตั้งรอบดู Performance ทุกสัปดาห์ และ Pages ทุกเดือน
อ่านต่อ
- Technical SEO Checklist: สิ่งที่ต้องผ่านก่อนเว็บติดอันดับ
- วิธีติดตั้ง Google Analytics 4
- Looker Studio คืออะไร พร้อม template dashboard
- คู่มือทำ XML Sitemap และส่งเข้า Search Console
- Ahrefs คืออะไร คู่มือใช้งานครบทุก Tool
- เปรียบเทียบ SE Ranking และ SEO Tools อื่น ๆ
ถ้าเปิด Search Console แล้วไม่แน่ใจว่าตัวเลขบอกอะไร หรือหน้าสำคัญไม่ยอม index ส่งเว็บมาให้เราดูก่อนได้ ทุกงาน ตรวจเว็บ SEO เราเริ่มจากข้อมูล Search Console ของคุณ และถ้าอยากให้ดูแลต่อ ดูรายละเอียด บริการรับทำ SEO ได้ ขอตรวจเว็บเบื้องต้นฟรี หรือทักมาคุยที่ LINE OA ปรึกษาฟรี ไม่จ้างก็ไม่เป็นไร
