Keyword Planner เป็นเครื่องมือหาคำค้นที่มาจาก Google เอง ใช้ฟรีได้ และเป็นแหล่งข้อมูลที่ใกล้ต้นทางที่สุดเท่าที่มี
แต่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาสำหรับคนซื้อโฆษณา ไม่ใช่สำหรับคนทำ SEO ซึ่งทำให้มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้
Keyword Planner คืออะไร
Google Keyword Planner คือเครื่องมือในระบบ Google Ads ที่บอกปริมาณการค้นหาโดยประมาณของคำต่าง ๆ ระดับการแข่งขันในการซื้อโฆษณา และช่วงราคาประมูลที่คนอื่นจ่ายอยู่
สิ่งที่ใช้ได้จริงมีสองส่วน คือการหาคำใหม่จากคำตั้งต้นหรือจากเว็บไซต์ และการดูปริมาณการค้นหาของรายการคำที่มีอยู่แล้ว
เข้าใช้ฟรีโดยไม่ต้องยิงโฆษณาได้ไหม
ได้ แต่ต้องผ่านขั้นตอนที่ระบบพยายามข้ามไป
สร้างบัญชี Google Ads ตามปกติ ระบบจะพยายามพาไปสร้างแคมเปญแรกทันที ให้มองหาลิงก์เล็ก ๆ ที่เขียนประมาณว่าเปลี่ยนไปโหมดผู้เชี่ยวชาญ หรือข้ามการสร้างแคมเปญ
เมื่อเข้าไปได้แล้ว ให้เข้าที่เมนูเครื่องมือแล้วเลือก Keyword Planner โดยไม่ต้องเปิดแคมเปญใด ๆ
ข้อจำกัดใหญ่ที่สุด: ตัวเลขเป็นช่วงกว้าง
บัญชีที่ไม่เคยใช้จ่ายโฆษณา จะเห็นปริมาณการค้นหาเป็นช่วงกว้างมาก เช่น 1,000-10,000 ซึ่งกว้างเกินกว่าจะใช้ตัดสินใจได้
บัญชีที่มีการใช้จ่ายอยู่จะเห็นตัวเลขที่ละเอียดกว่า
ทางแก้สำหรับคนที่ไม่อยากยิงโฆษณา มีสองทาง ทางแรกคือใช้ควบคู่กับเครื่องมือฟรีตัวอื่นที่ให้ตัวเลขแบบเจาะจง อ่านต่อที่ เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรี ทางที่สองคือใช้ Keyword Planner เพื่อ หาคำ อย่างเดียว แล้วไปหาปริมาณจริงจากที่อื่น ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีเพราะจุดแข็งของเครื่องมือนี้คือการเสนอคำที่เกี่ยวข้องซึ่งมาจากข้อมูลของ Google เอง
ตั้งค่าอย่างไรให้ตัวเลขมีความหมาย
ตั้งประเทศเป็นไทย ค่าเริ่มต้นบางครั้งเป็นทั่วโลก ซึ่งทำให้ตัวเลขของคำภาษาอังกฤษสูงเกินจริงมาก
ตั้งภาษาเป็นไทย แต่ให้รู้ว่าคนไทยค้นหาด้วยคำอังกฤษบ่อยมากในเรื่องเทคนิค การดูทั้งสองภาษาจึงให้ภาพที่ครบกว่า
เจาะพื้นที่ถ้าเป็นธุรกิจท้องถิ่น สามารถระบุจังหวัดได้ ซึ่งเปลี่ยนตัวเลขไปมาก และเป็นฟีเจอร์ที่ธุรกิจในภาคใต้ควรใช้ทุกครั้ง
ดูข้อมูลย้อนหลัง 24 เดือน เพื่อเห็นฤดูกาล ไม่ใช่ดูแค่ค่าเฉลี่ย
อ่านตัวเลขให้ถูก
ปริมาณการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน เป็นค่าเฉลี่ย 12 เดือน ซึ่งซ่อนความจริงสำหรับธุรกิจที่มีฤดูกาล คำที่มีคนค้น 6,000 ครั้งในเดือนธันวาคมและ 200 ครั้งในเดือนมิถุนายน จะแสดงเป็นค่าเฉลี่ยที่ไม่ตรงกับเดือนไหนเลย
การแข่งขัน ตัวเลขนี้บอกการแข่งขันของคนซื้อโฆษณา ไม่ใช่ ความยากของการทำ SEO สองอย่างนี้ต่างกัน คำที่ไม่มีใครซื้อโฆษณาอาจทำ SEO ยากมากเพราะมีเว็บใหญ่ยึดอยู่
ราคาประมูลที่แนะนำ บอกมูลค่าทางธุรกิจของคำนั้นได้ดี คำที่ราคาสูงมักเป็นคำที่คนพร้อมซื้อใช้ค้น ซึ่งเป็นคำที่ควรทำ SEO ด้วยแม้ไม่ได้ยิงโฆษณา
ใช้กับธุรกิจภาคใต้อย่างไร
ระบุจังหวัดเสมอ คำว่า “รับทำเว็บไซต์” ในระดับประเทศกับในภูเก็ตให้ตัวเลขต่างกันมาก และตัวเลขระดับจังหวัดคือตัวที่ใช้ตัดสินใจได้จริง
ดูคำภาษาอังกฤษด้วยถ้าลูกค้าเป็นต่างชาติ ธุรกิจท่องเที่ยวมักพบว่าคำภาษาอังกฤษมีปริมาณสูงกว่าคำไทยหลายเท่า
ดูฤดูกาลก่อนวางแผนเนื้อหา ถ้าคำพีคในเดือนพฤศจิกายน แปลว่าเนื้อหาต้องขึ้นและติดอันดับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเขียนตอนพฤศจิกายน
ระวังคำที่ปริมาณเป็นศูนย์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนค้น แต่แปลว่าน้อยเกินกว่าที่ระบบจะรายงาน คำเจาะจงแบบ “ทำเว็บไซต์รีสอร์ทเกาะพยาม” อาจมีคนค้นเดือนละ 5 คน แต่ถ้าปิดได้หนึ่งรายคือคุ้มทั้งปี
ใช้คู่กับอะไรถึงจะครบ
Keyword Planner บอก ปริมาณและมูลค่า แต่ไม่บอก ความยากในการทำ SEO และไม่บอก จังหวะแบบใกล้เวลาจริง
ลำดับที่ใช้ได้จริงคือ
- Keyword Planner หาคำและดูมูลค่า
- Google Trends ดูจังหวะและเทียบคำ อ่านต่อที่ Google Trends คืออะไร
- ดูผลค้นหาจริงประเมินคู่แข่ง
- Search Console หาคำที่เว็บเราติดอันดับ 8-20 อยู่แล้ว ซึ่งดันขึ้นง่ายที่สุด
ข้อสุดท้ายเป็นแหล่งที่คนมองข้ามมากที่สุดทั้งที่ให้ผลเร็วที่สุด อ่านต่อที่ คู่มือ Search Console
สรุป
Keyword Planner เป็นเครื่องมือฟรีที่ดีสำหรับ หาคำ และ ดูมูลค่า แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่ให้ตัวเลขแม่นที่สุดถ้าไม่ได้ใช้จ่ายโฆษณา
จุดแข็งที่แทนไม่ได้คือการเจาะพื้นที่และการดูราคาประมูล ซึ่งบอกว่าคำไหนมีคนพร้อมจ่ายเงินเพื่อลูกค้าที่ค้นด้วยคำนั้น
อ่านบทความอื่นในหมวดนี้ได้ที่ คู่มือ SEO
